ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยยังคงมีการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่ม SUV ไฟฟ้าจากแบรนด์ญี่ปุ่นที่เลือกใช้ฐานการผลิตในประเทศจีน เพื่อนำเข้ามาทำตลาดในไทย ล่าสุดมีสองรุ่นที่น่าสนใจอย่าง Mazda CX-6e และ Honda e:N2 ซึ่งมีจุดเด่นแตกต่างกันทั้งด้านดีไซน์ ขนาดตัวรถ สมรรถนะ ระยะทางวิ่ง และราคา
ถึงแม้ว่า Mazda CX-6e และ Honda e:N2 จะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% จากแบรนด์ญี่ปุ่น และนำเข้าจากประเทศจีนเหมือนกัน แต่แนวทางการออกแบบ และการวางตำแหน่งทางการตลาดแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยทาง Mazda CX-6e จะเน้นความสปอร์ต ขนาดตัวถังที่ใหญ่กว่า มาพร้อมแบตเตอรี่ที่มีความจุมากถึง 77.9 kWh ให้ระยะทางวิ่งไกลสูงสุด 555 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC ขณะที่ทาง Honda e:N2 เน้นดีไซน์แบบ Fastback SUV ตัวถังมีขนาดกะทัดรัดกว่า ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนล้อหน้า ให้กำลัง 204 แรงม้า และวิ่งได้สูงสุด 530 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง
Mazda CX-6e SUV ไฟฟ้า ดีไซน์สปอร์ต ขนาดใหญ่กว่า
Mazda CX-6e เป็น SUV ไฟฟ้า 100% รุ่นใหม่ที่ Mazda ประเทศไทยนำเข้ามาจำหน่าย โดยวางตำแหน่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้าอเนกประสงค์สำหรับครอบครัวยุคใหม่ ตัวรถมาพร้อมแนวทางการออกแบบที่ถ่ายทอดเอกลักษณ์ Kodo Design ในรูปแบบใหม่ และมีห้องโดยสารที่เน้นความทันสมัยด้วยหน้าจอขนาดใหญ่ 26.45 นิ้วด้านขนาดตัวถัง Mazda CX-6e มีความยาว 4,850 มม. กว้าง 1,935 มม. สูง 1,620 มม. และมีระยะฐานล้อยาว 2,902 มม. ขณะที่ความสูงใต้ท้องรถอยู่ที่ 160 มม. ทำให้ CX-6e มีมิติตัวถังโดยรวมใหญ่กว่า Honda e:N2 อย่างชัดเจน
ในประเทศไทย Mazda CX-6e มีให้เลือก 2 รุ่นย่อย ได้แก่ Premium และ Premium Sports โดยทั้งสองรุ่นใช้แบตเตอรี่ LFP Lithium-ion ขนาด 77.9 kWh มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ Permanent Magnet Synchronous Motor ขับเคลื่อนล้อหลัง ให้กำลังสูงสุด 190 kW (258 แรงม้า) แรงบิดสูงสุด 290 นิวตัน-เมตร และทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 7.9 วินาที
สำหรับระยะทางขับขี่ รุ่น Premium สามารถเดินทางได้สูงสุด 555 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC ส่วนรุ่น Premium Sports อยู่ที่ 524 กิโลเมตร โดยหากอ้างอิงมาตรฐาน WLTP จะอยู่ที่ 484 และ 468 กิโลเมตรตามลำดับ
เรื่องการชาร์จ Mazda CX-6e รองรับ AC สูงสุด 11 kW และ DC สูงสุด 194 kW โดย Mazda ระบุว่าสามารถชาร์จ DC จาก 30-80% ได้ภายในประมาณ 15 นาที เมื่อใช้เครื่องชาร์จ DC ที่มีกำลังตั้งแต่ 200 kW ขึ้นไป ขณะที่การชาร์จ AC จาก 0-100% ใช้เวลาประมาณ 7 ชั่วโมง 53 นาที
จุดเด่นอีกด้านของ CX-6e คือ มีห้องโดยสารที่เน้นความทันสมัยด้วยหน้าจอขนาดใหญ่ 26.45 นิ้วพื้น นอกจากนั้นยังมาพร้อมที่ใช้สอย โดยมีห้องเก็บสัมภาระด้านท้าย 468 ลิตร และเมื่อพับเบาะหลังสามารถเพิ่มเป็น 1,434 ลิตร พร้อมพื้นที่เก็บสัมภาระด้านหน้าอีก 80 ลิตร ทำให้เหมาะกับการใช้งานแบบครอบครัวและการเดินทางระยะไกล
ราคาจำหน่ายของ Mazda CX-6e ในประเทศไทยเริ่มต้นที่ 1,259,000 บาท สำหรับรุ่น Premium ขณะที่รุ่น Premium Sports มีราคาสูงขึ้นตามอุปกรณ์ และรายละเอียดของรุ่นย่อย โดยมีราคาอยู่ที่ 1,299,000 บาท
Honda e:N2 SUV ไฟฟ้า 100% เน้นดีไซน์ Fastback และเทคโนโลยี
อีกหนึ่งรุ่นที่น่าสนใจคือ Honda e:N2 รถ SUV ไฟฟ้า 100% ที่ Honda นำเข้ามาจากประเทศจีน โดยโดดเด่นด้วยดีไซน์แบบ SUV ท้ายลาด Fastback พร้อมเส้นสายที่เฉียบคม และห้องโดยสารที่เน้นเทคโนโลยีและความสะดวกสบายHonda e:N2 มีความยาว 4,788 มม. กว้าง 1,838 มม. สูง 1,570 มม. และมีระยะฐานล้อ 2,733 มม. ขณะที่ความสูงใต้ท้องรถอยู่ที่ 142 มม. น้ำหนักตัวรถ 1,762 กิโลกรัม และใช้ล้อขนาด 18 นิ้ว พร้อมยาง 225/50 R18
ด้านขุมพลัง Honda e:N2 ใช้มอเตอร์ไฟฟ้า AC Synchronous Motor ขับเคลื่อนล้อหน้า ให้กำลังสูงสุด 150 kW หรือ 204 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 310 นิวตันเมตร โดยใช้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาด 68.8 kWh สามารถเดินทางได้สูงสุด 530 กิโลเมตรตามมาตรฐาน NEDC ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง
เมื่อเปรียบเทียบกับ Mazda CX-6e จะเห็นว่า Honda e:N2 มีกำลังสูงสุดน้อยกว่า 54 แรงม้า แต่มีแรงบิดสูงกว่า 20 นิวตันเมตร ขณะที่ CX-6e ใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหลัง ส่วน e:N2 เป็นระบบขับเคลื่อนล้อหน้า ดังนั้นบุคลิกการขับขี่ของทั้งสองรุ่นจึงมีความแตกต่างกันพอสมควร
Honda e:N2 รองรับการชาร์จด้วยหัวชาร์จ AC แบบ Type 2 และ DC แบบ CCS2 เช่นเดียวกับ Mazda CX-6e และมาพร้อมระบบความปลอดภัย Honda SENSING รวมถึงระบบช่วยเตือนมุมอับสายตา Blind Spot Information ระบบเตือนเมื่อมีรถเคลื่อนผ่านขณะถอย Cross Traffic Monitor กล้องมองภาพรอบทิศทาง และเซนเซอร์กะระยะหน้าและหลัง
ด้านอุปกรณ์ภายใน Honda ยังใส่ฟังก์ชันที่น่าสนใจ เช่น หน้าจอมาตรวัด TFT ขนาด 9.4 นิ้ว Head-Up Display ขนาด 11.5 นิ้ว รวมถึงระบบ Aroma Diffuser และกระจกมองหลังแบบกล้อง ซึ่งช่วยสร้างความแตกต่างจากรถ SUV ไฟฟ้าในระดับราคาเดียวกัน
สำหรับราคาจำหน่าย Honda e:N2 ในประเทศไทยอยู่ที่ 1,429,000 บาท โดยปัจจุบันมีจำหน่ายเพียงรุ่นเดียว
เปรียบเทียบ Mazda CX-6e กับ Honda e:N2
หากมองจากตัวเลขสเปกโดยตรง Mazda CX-6e มีความได้เปรียบในเรื่องขนาดตัวถัง โดยมีความยาวมากกว่า Honda e:N2 อยู่ 62 มม. กว้างกว่า 97 มม. และมีฐานล้อยาวกว่า 169 มม. ส่งผลให้ CX-6e มีภาพรวมเป็น SUV ที่มีขนาดใหญ่ และเน้นพื้นที่ใช้สอยมากกว่าด้านแบตเตอรี่ Mazda CX-6e ใช้แบตเตอรี่ขนาด 77.9 kWh ใหญ่กว่า Honda e:N2 ที่มีขนาด 68.8 kWh อยู่ 9.1 kWh ขณะที่ระยะทางสูงสุดตามมาตรฐาน NEDC อยู่ที่ 555 กิโลเมตรสำหรับ CX-6e Premium เทียบกับ 530 กิโลเมตรของ e:N2
ในด้านสมรรถนะ CX-6e ให้กำลังสูงสุด 258 แรงม้า แรงบิด 290 นิวตันเมตร และขับเคลื่อนล้อหลัง ส่วน Honda e:N2 ให้กำลัง 204 แรงม้า แรงบิด 310 นิวตันเมตร และขับเคลื่อนล้อหน้า ดังนั้น Mazda จะได้เปรียบเรื่องกำลัง ขณะที่ Honda มีแรงบิดสูงกว่าเล็กน้อย
ที่น่าสนใจคือราคาของทั้งสองรุ่นอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน โดย Mazda CX-6e เริ่มต้นที่ 1,259,000 บาท ขณะที่ Honda e:N2 อยู่ที่ 1,429,000 บาท ทำให้ Mazda CX-6e Premium มีราคาต่ำกว่า Honda e:N2 อยู่ 170,000 บาท พร้อมแบตเตอรี่ที่มีความจุมากกว่าและระยะทาง NEDC ที่มากกว่า
Mazda CX-6e หรือ Honda e:N2 เลือกรุ่นไหนดี?
หากโจทย์หลักคือการมองหารถ SUV ไฟฟ้าที่มีตัวถังใหญ่ พื้นที่ใช้สอยมาก แบตเตอรี่ความจุสูง ระยะทางเดินทางต่อการชาร์จมาก และต้องการสมรรถนะที่สูงกว่า Mazda CX-6e ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ โดยเฉพาะรุ่น Premium ที่มีราคาเริ่มต้น 1.259 ล้านบาท และให้ระยะทางสูงสุดถึง 555 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDCขณะที่ Honda e:N2 เหมาะกับผู้ที่ชื่นชอบดีไซน์ SUV ท้ายลาดแบบ Fastback และต้องการรถไฟฟ้าที่มีขนาดตัวถังไม่ใหญ่จนเกินไป พร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่จัดมาให้ครบ โดยเฉพาะระบบ Honda SENSING และฟังก์ชันภายในห้องโดยสารที่เน้นความสะดวกสบาย
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากราคา และตัวเลขสเปกเพียงอย่างเดียว Mazda CX-6e Premium มีความได้เปรียบค่อนข้างชัดเจน ทั้งกำลังมอเตอร์ ความจุแบตเตอรี่ ระยะทางขับขี่ และพื้นที่ใช้สอย ขณะที่ Honda e:N2 จะโดดเด่นในเรื่องดีไซน์ บุคลิกของแบรนด์ และอุปกรณ์เทคโนโลยีที่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวัน
ทั้งนี้ Mazda CX-6e และ Honda e:N2 จึงเป็นอีกสองทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการเปลี่ยนจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปมาเป็น SUV ไฟฟ้า โดยทั้งคู่สะท้อนให้เห็นแนวทางของแบรนด์ญี่ปุ่นที่หันมาใช้ฐานการผลิตในจีนเพื่อแข่งขันในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังเติบโตในประเทศไทย