CHERY GROUP เดินหน้าผลิตรถยนต์พลังงานใหม่ในประเทศไทยครบ 20,000 คันภายใน 5 เดือน หลังเริ่มเดินสายการผลิตอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนเมษายน 2569 ที่โรงงานผลิตยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) อำเภอนิคมพัฒนา จังหวัดระยอง พร้อมเตรียมเพิ่มไลน์ผลิตรถรุ่นใหม่และเทคโนโลยี REEV รองรับทั้งตลาดไทยและการส่งออกในอนาคต
การผลิต 20,000 คันครั้งนี้ครอบคลุมรถยนต์ในเครือ OMODA & JAECOO และ CHERY สะท้อนการขยายฐานการผลิตของ CHERY GROUP ในประเทศไทย และการเติบโตของตลาดรถยนต์พลังงานใหม่ในประเทศ
ผลิต 4 รุ่นในโรงงานระยอง
โรงงาน NEV ของ CHERY GROUP เริ่มเดินสายการผลิตอย่างเป็นทางการในเดือนเมษายน 2569 ปัจจุบันรองรับการผลิตรถยนต์ 4 รุ่น ได้แก่ OMODA C5 EV, JAECOO 5 EV, JAECOO 6 EV และ CHERY V23นายเซดริก ซุย ประธาน CHERY GROUP (ประเทศไทย) กล่าวว่า การผลิตครบ 20,000 คันถือเป็นหมุดหมายสำคัญและสะท้อนถึงความพร้อมด้านการผลิต รวมถึงแผนการลงทุนระยะยาวในประเทศไทย โดยมีบุคลากรไทย ทั้งทีมวิศวกรรม ฝ่ายตรวจสอบคุณภาพ และพนักงานสายการผลิต เข้ามามีส่วนสำคัญในการพัฒนามาตรฐานการผลิต บริษัทมองว่าความสำเร็จดังกล่าวยังสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภค พันธมิตรทางธุรกิจ และภาครัฐต่อการดำเนินงานของ CHERY GROUP ในประเทศไทย
เตรียมเพิ่ม LEPAS, iCAUR, LUXEED และรถขุมพลัง REEV.
ในระยะต่อไปทาง CHERY GROUP มีแผนเพิ่มไลน์ผลิตรถยนต์จากแบรนด์อื่นในเครืออันได้แก่ LEPAS, iCAUR และ LUXEED รวมถึงรถยนต์เทคโนโลยี REEV (Range-Extended Electric Vehicle)การขยายผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะช่วยให้โรงงานระยองรองรับรถยนต์พลังงานใหม่ได้หลากหลายรูปแบบ ทั้ง BEV และ REEV พร้อมวางเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตสำหรับตลาดในประเทศและการส่งออกในอนาคต
สร้าง Proving Ground กว่า 40,000 ตารางเมตร
CHERY GROUP ยังอยู่ระหว่างก่อสร้างสนามทดสอบรถยนต์ หรือ Proving Ground ภายในพื้นที่โรงงาน ครอบคลุมพื้นที่กว่า 40,000 ตารางเมตร เพื่อใช้ทดสอบรถยนต์ก่อนส่งมอบพื้นที่ดังกล่าวจะมีทั้งถนนลูกระนาด ถนนหินกรวด เส้นทางคดเคี้ยว สนามทดสอบระบบเบรก ABS เส้นทางทดสอบความเร็วสูง รวมถึงบ่อทดสอบการลุยน้ำและพื้นที่ทดสอบการไต่ทางลาดชันย นอกจากนี้ยังรองรับพื้นที่จอดรถและเตรียมความพร้อมก่อนส่งมอบ หรือ PDI ได้สูงสุด 350 คัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านการควบคุมคุณภาพรถยนต์ที่ผลิตในประเทศไทย
สรุป CHERY GROUP กับตลาดรถยนต์ไทย
การผลิตรถยนต์ครบ 20,000 คันภายใน 5 เดือน ถือเป็นอีกก้าวของ CHERY GROUP จากการเข้ามาทำตลาดรถยนต์พลังงานใหม่ สู่การมีฐานการผลิตในประเทศไทยอย่างเต็มรูปแบบการเพิ่มไลน์ผลิตแบรนด์ LEPAS, iCAUR และ LUXEED รวมถึงเทคโนโลยี REEV จะเป็นทิศทางสำคัญที่ต้องติดตาม ขณะที่การลงทุนด้านสนามทดสอบ การใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ การสร้างงาน และการพัฒนาบุคลากร จะช่วยเพิ่มบทบาทของ CHERY GROUP ต่อห่วงโซ่อุปทานรถยนต์พลังงานใหม่ในไทย
ท่ามกลางการแข่งขันของตลาด EV ที่มีผู้ผลิตจีนเข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มขึ้น การมีโรงงานในประเทศจะช่วยให้ CHERY GROUP สามารถรองรับความต้องการในตลาดไทยได้มากขึ้น และเตรียมความพร้อมสำหรับการส่งออกในอนาคต