Skip to content
Home
News
Review
Press Release
Activities
Contact Us
Home
News
Review
Press Release
Activities
Contact Us
Search
Search
ทดลองขับ BYD Atto 3 รถ EV 100% โดนใจหลายจุด วิ่งไกล 480 กม. เปิดราคา 10 ต.ค. คาดต่ำ 1.2 ล้าน
September 29, 2022
Youtube
🚘🚘 Rêver Automotive เปิดทดลองขับ BYD Atto 3 รถยนต์ไฟฟ้า 100% ระดับโลก ในเวอร์ชั่นไทย (สเปคเหมือนเวอร์ออสเตรเลีย) สัมผัสแรกคันจริงๆ โดนใจหลายจุด วิ่งไกล 480 กม. รอเปิดราคา 10 ต.ค.นี้ หลังเซ็น MOU กับกรมสรรพาสามติ ได้รับส่วนลดโครงการสนับสนุนของรัฐบาล 150,000 บาท คาดดึงราคาต่ำกว่า 1.2 ล้าน
🚔🚔 บริษัท Rêver Automotive (เร-เว่ ออโตเมทีฟ) จํากัด ในฐานะผู้จัดจําหน่ายและให้บริการหลังการขายรถยนต์ไฟฟ้า 100% แบรนด์ BYD ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ (Thailand Authorized Distributor) เตรียมเปิดตัว BYD Atto 3 ในวันที่ 10 ตุลาคม 2022 ในฐานะรถยนต์ไฟฟ้า 100% รุ่นแรก ของ BYD ที่เข้ามาบุกตลาด EV ประเทศไทย รถครอสส์โอเวอร์พลังงานไฟฟ้าตัวนี้ ยังไม่ได้ระบุถึงสเปคของ BYD Atto 3 เวอร์ชั่นไทยอย่างชัดเจน ให้ข้อมูลเพียงว่า เหมือนกันกับเวอร์ชั่นออสเตรเลียเกือบทั้งหมด
▶️▶️ BYD Atto 3 รุ่นที่จะเข้ามาทำตลาดในช่วงแรกในไทยนั้น จะเป็นรุ่นพิสัยไกล Extended Range ซึ่งสามารถวิ่งได้ 480 กิโลเมตร ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (มาตรฐาน NEDC) ในขณะที่รุ่น Standard Range ที่วิ่งได้ไกล 420 กิโลเมตร ซึ่งมีจำหน่ายในออสเตรเลียนั้น คาดว่าจะตามมาเสริมทัพในช่วงงานมหกรรมรถยนต์ Motor Expo ในปลายปีนี้
▶️▶️ สเปคเบื้องต้นของ BYD Atto 3 เวอร์ชั่นออสเตรเลีย รุ่น Extended Range มอเตอร์ไฟฟ้า กำลังสูงสุด 204 แรงม้า (150 กิโลวัตต์) แรงบิดสูงสุด 310 นิวตัน-เมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 7.3 วินาที แบทเตอรีแบบ BYD Blade Battery ความจุ 60.48 กิโลวัตต์ชั่วโมง แล่นได้ไกลสุดที่ 420 กม. (มาตรฐาน WLTP) และระยะทางวิ่งสูงสุดต่อการชาร์จ อยู่ที่ 480 กิโลเมตร (มาตรฐาน NEDC) รองรับการชาร์จประจุไฟฟ้าแบบ DC สูงสุดที่ 80 กิโลวัตต์
👨🔧👨🔧 โดยทาง Rêver Automotive ได้จัดให้สื่อมวลชน ได้ ทดลองขับเป็นเวลาสั้นๆ ที่สนามแข่งรถ ปทุมธานี สปีดเวย์ เมื่อ 2-3 วันก่อน การทดสอบในสนามปทุมธานีสปีดเวย์ ถูกจัดแบ่งออกเป็น 3 สถานีหลัก (Station) เริ่มจากทดสอบอัตราเร่ง 0-100 แล้วเบรกเต็มกำลัง ทดสอบการควบคุมและการตอบสนองของช่วงล่างกับพวงมาลัยในสถานีสลาลมกับเปลี่ยนทิศทางกะทันหัน
▶️▶️ สำหรับสถานีสุดท้าย เป็นการทดสอบระบบช่วยขับ ASS Adaptive Cruise Control with Stop & Go Full Speed ทดสอบระบบรักษาช่องทางและแจ้งเตือนการออกนอกช่องทาง Lane Departure Warning ระบบแจ้งเตือนรถด้านหลังเมื่อเปิดประตู Blind Spot Detection ด้วยสัญญาณเสียงพูดเตือนของ AI และไฟแจ้งเตือนที่กะพริบทันทีเมื่อเปิดประตูแล้วมีรถอยู่ด้านหลัง
📌📌 ทดสอบ 3 สเตชั่นหลัก กับประสิทธิภาพด้านต่างๆ
🔻🔻 สถานีที่ 1 : ทดสอบการยึดเกาะถนน กับการขับขี่ที่มีการหักเลี้ยวต่อเนื่อง และการเข้าโค้งเป็นเลข 8 รวมถึงการเข้าโค้งความเร็วสูง และการเบรคในจุดที่กำหนด เรามีความรู้สึกว่า พวงมาลัยของ BYD Atto 3 มีการตอบสนองที่ดี แม้จะเป็นโหมดมาตรฐาน น้ำหนักพอเหมาะ ไม่เบาจนเกินไป และมีการตอบสนองที่ดี
⏩⏩ หากต้องการความเฉียบคมมากกว่าเดิมสามารถเปลี่ยนเป็นโหมด Sport การตอบสนองจะหนักแน่นขึ้น ส่วนระบบรองรับยังคงเน้นความนุ่มนวล แต่ไม่มีอาการโคลงให้สัมผัสมากเกินไป เป็นผลดีจากการใช้ระบบรองรับด้านหลังแบบ มัลทิลิงค์ ตอบสนองได้หลากหลาย (เมื่อเทียบกับคู่แข่งระดับ B-SUV จะใช้ระบบรองรับด้านหลังแบบ ทอร์ชันบีม)
🔻🔻 สถานีที่ 2 : ทดลองระบบความปลอดภัย ในส่วนนี้เราได้ทดลองใช้งานระบบความปลอดภัยของ Atto 3 ไม่ว่าจะเป็นระบบป้องกันการออกนอกเลนโดยไม่เจตนา หรือระบบครูสคอนทโรลแปรผันความเร็วตามคันหน้า เราพบ่าระบบมีการทำงานที่เนียนยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการแล่นต่อท้ายรถคันหน้าตามความเร็วที่ถูกปรับตั้งเอาไว้ และมีระยะห่างตามที่ผู้ขับปรับตั้งเอาไว้เช่นกัน ตัวรถเคลื่อนที่ได้เนียน และชะลอความเร็วใกล้เคียงกับการขับขี่จริง
⏩⏩ นอกจากนี้ยังรองรับการชะลอความเร็วแบบ Stop & Go หากรถคันหน้าหยุดไม่เกิน 3 วินาที และเคลื่อนตัวออกไป ระบบของตัวรถสามารถหยุด และเคลื่อนตามได้อย่างแนบเนียน และไหลลื่น สุดท้าย คือ ระบบเตือนด้วยเสียง เมื่อผู้โดยสารทำการเปิดประตู และมีรถยนต์แล่นมาด้านข้าง รองรับการตรวจจับทั้งด้านซ้าย และขวา
🔻🔻 สถานีที่ 3 : ทดสอบอัตราเร่งแบบ 0-100 กม./ชม. แม้ในวันที่เราทำการทดลองขับ BYD Atto 3 ยงไม่ถูเผยสเปคของรุ่นที่ทำตลาในประเทศไทยออกมาชัดเจน (จะเผยพร้อมราคาในวันที่ 10 ตุลาคม นี้) เราได้ทดลองอัตราเร่งจากการออกตัวในโหมดการขับขี่ต่างๆ ตั้งแต่ Comfort , Sport และ Eco พบว่าในแต่ละโหมด การส่งกำลังของมอเตอร์ไฟฟ้ามีความแตกต่างกันพอสมควร
⏩⏩ โหมด Comfort และ Eco จะออกตัวแบบเน้นความนุ่มนวล หลังจากนั้นจะส่งกำลังอย่างต่อเนื่อง (หมายเหตุ: ในการทดลองขับ มีผู้โดยสารนั่งในรถ 4 คน) ส่วนโหม Sport มีการออกตัวช่วงตีนต้นที่ฉับไวกว่าเดิมเล็กน้อย และสามารถไต่ความเร็วได้รวดเร็วกว่าโหมดอื่นๆ เป็นจุดเด่นของรถยนต์ไฟฟ้าที่มีสมรรถนะในแต่ละโหมดการขับขี่ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
📌📌 บทสรุปการ Test Drive ช่วงสั้นๆ
🔻🔻 สมรรถนะการขับขี่โดยรวมของ BYD Atto 3 สามารถเรียกแรงบิดมาใช้งานได้อย่างทันอกทันใจของอัตราเร่ง มอเตอร์ไฟฟ้า 204 แรงม้า (PS) 310 นิวตันเมตร แม้เป็นโหมดการขับขี่แบบ Normal สามารถปล่อยพลังแบบไร้อาการหน่วง แบบที่เคยเจอใน ORA Good Cat อย่างไรก็ตาม อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ตัวเลขจากโรงงานเคลมเอาไว้ที่ 7.3 วินาที ถือว่าใกล้เคียงกับเจ้าแมวเหมียว Good Cat
⏩⏩ พวงมาลัยเซ็ตอัตราทดมาค่อนข้างไว การบังคับควบคุมทิศทางของตัวรถทำได้แม่นยำดี น้ำหนักพวงมาลัยสามารถปรับได้ 2 ระดับ ถ้าปรับให้หนักขึ้น ความหนืดจะอยู่ในระดับใกล้เคียง D-Segement ญี่ปุ่น รัศมีวงเลี้ยวแคบพอๆ กับ ECO Car / B-Segment เลยทีเดียว ระบบกันสะเทือนเซ็ตมานุ่มนวลดี การขับผ่านสถานีเนินสะดุดสลับซ้ายขวา ช่วงล่างอิสระของ Atto 3 สามารถพาตัวรถเคลื่อนผ่านได้อย่างนุ่มนวล ไม่มีอาการท้ายดิ้นซ้ายขวาแบบที่มักจะพบเจอในรถที่ใช้ช่วงล่างหลังแบบคานบิด ส่วนการควบคุมอาการของตัวรถถือว่าย้วยไปหน่อย
🔻🔻 ภาพรวมแล้ว BYD Atto 3 ถือเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% ที่น่าสนใจ จุดเด่นของรถรุ่นนี้อยู่ที่ภายในห้องโดยสารที่มีเส้นสายการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ ไม่เหมือนใคร การเลือกใช้วัสดุตกแต่งตามจุดต่างๆ มีผลต่อ perceived quality ที่ดี หน้าจอกลางขนาด 12.8 นิ้ว นอกจากจะปรับให้แสดงผลได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอนได้ ยังมีการตอบสนองที่ไว ไร้อาการหน่วง ตลอดจนพื้นที่ภายในห้องโดยสารที่เพิ่มขึ้น ทำได้ดีเกินหน้าเกินตารถยนต์ในกลุ่ม Sub Compact Crossover
⏩⏩ ถือว่าทดลองขับ Atto 3 ในสนามปทุมธานี สปีดเวย์ ค่อนข้างประทับใจ ยังไม่พบจุดบกพร่องที่สำคัญ เพราะเป็นการขับช่วงสั้นๆ เท่านั้น ยังไม่สามารถบอกอะไรได้มากหนัก จนกว่าจะมีโอกาสได้ทดลองขับ ระยะยาวขึ้น ถึงจะพูดได้เต็มปากว่า สมรรถภาพของรถแล้วจริงๆ เป็นอย่างไร ที่สำคัญ ต้องอยู่ที่ราคารถด้วยว่า จะคุ้มค่าหรือไม่ ซึ่งต้องรอวันที่ 10 ตุลาคมนี้ ก็จะทราบกันแล้ว
⚙️⚙️ สภาพทั่วไป-ห้องโดยสาร ง BYD Atto 3
📢📢 เป็นครอสส์โอเวอร์พลังงานไฟฟ้า ไฟหน้าทรงเรียวในแนวนอน กันชนหน้าเน้นสันเหลี่ยมขนาดใหญ่ ช่องรับอากาศตรงกลาง ส่วนด้านข้างกันชนจะปิดทึบ เพื่อหลักอากาศพลศาสตร์ที่ดี รวมถึงกระจังหน้าเป็นทรงปิดทึบเช่นกัน ด้านข้างเสริมสเกิร์ทขึ้นมาเล็กน้อย ส่วนท้องของพื้นรถ พบว่ามีความเรียบเนียน ไม่มีชุดแบทเตอรียื่นลงมา กับระยะความสูงจากพื้นถนนที่มากกว่ารถเก๋ง ล้อแมกขนา 18 นิ้ว ลวดลายแบบทูโทน พร้อมยางขนาด 215/55 R18 ยี่ห้อ Atlas Batman A51 ส่วนท้ายรถโดดเด่นด้วยชุดไฟแอลอีดี พาดยาวตลอดช่วงความกว้างของตัวถัง โดยรวมแล้วจากเส้นสายแสดงให้เห็นการเป็นครอสส์โอเวอร์ที่เน้นการใช้งานในตัวเมือง
👉👉 รูปทรงภายนอกมีความแตกต่างจากภายในห้องโดยสารอย่างชัดเจน จอแสดงผลขนาดใหญ่ รายละเอียดดี สีสันคมชัด ลูกเล่นที่น่าสนใจ คือ หน้าจอสามารถหมุนได้ ทั้งแนวนอน หรือแนวตั้ง โดยการกดปุ่มด้านล่างของหน้าจอ หรือปุ่มบนฝั่งซ้ายของก้านพวงมาลัย เพิ่มความหลากหลายของการใช้งานได้ในเวลาเดียวกัน
👉👉 มือเปิดประตูด้านในติดตั้งเหนือชุดลำโพงขนาดเล็ก หรือแม้แต่การเพิ่มสายกั้นสิ่งของบริเวณที่วางขวดน้ำที่ประตูทั้ง 4 ตำแหน่ง (สามารถดีดเล่นได้เพลินทีเดียว) พวงมาลัยทรง 3 ก้านทรงนา พร้อมปุ่มใช้งานมากมาย จอหน้าปัดแบบดิจิทอลมีขนาดค่อนข้างเล็กเกินไป แม้หน้าจอจะติดตั้งกับคอพวงมาลัย การเลื่อนตำแหน่งขึ้นลงก็จะขยับไปด้วยกัน คันเกียร์ทรงสั้น รอบๆ แผงคอนโซลเกียร์มีปุ่มใช้งานมากมาย รวมถึงปุ่มปรับโหมดการขับขี่
📢📢 Exterior Options อุปกรณ์ภายนอก
➡️➡️ ไฟหน้าแบบ LED ระบบไฟสูงอัตโนมัติ HMA ระบบหน่วงเวลาปิดไฟหน้า Follow Me Home ไฟส่องสว่างในเวลากลางวันแบบ LED ไฟท้ายแบบ Full LED พร้อมไฟเลี้ยวแบบ Sequential หลังคากระจก Panoramic Sunroof พร้อมระบบป้องกันการหนีบ ฝาท้ายเปิด-ปิดด้วยไฟฟ้า ราวหลังคา กระจกมองข้างพร้อมระบบไล่ฝ้า กระจกมองข้างปรับและพับด้วยไฟฟ้า ล้ออัลลอย ขนาด 18 นิ้ว ยาง ขนาด 215/55 R18
📢📢 Interior Options อุปกรณ์ภายใน
➡️➡️ ภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยโทนสีฟ้า Eclipse Blue ตัดสลับสีเทา Hazy Grey พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น ชุดมาตรวัดแบบดิจิตัล ขนาด 5 นิ้ว เบาะนั่งหุ้มด้วยหนังสังเคราะห์ เบาะนั่งด้านหลังแยกพับได้ 60 : 40 เบาะนั่งคนขับปรับด้วยไฟฟ้าได้ 6 ทิศทาง เบาะนั่งผู้โดยสาร ด้านหน้าปรับด้วยไฟฟ้า 4 ทิศทาง
➡️➡️ เครื่องเล่นวิทยุ FM & DAB radio รองรับการเชื่อมต่อ Blurtooth หน้าจอกลาง ขนาด 12.8 นิ้ว ปรับได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน ชุดเครื่องเสียง Dirac HD sound® พร้อมลำโพง 8 ตำแหน่ง รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay® และ Android Auto™ ระบบสั่งงานด้วยเสียง Voice assistant ภาษาอังกฤษ ช่องเชื่อมต่อ USB – C และ USB – A บริเวณคอนโซลกลาง ช่องเชื่อมต่อ USB – C และ USB – A บริเวณใต้ช่องแอร์หลัง ไฟสร้างบรรยากาศ Ambient Lighting ไฟอ่านแผนที่แบบ LED ไฟส่องสว่างเหนือประตูคู่หลังแบบ LED ไฟส่องสว่างบริเวณห้องเก็บสัมภาระด้านหลัง
➡️➡️ ช่องชาร์จไฟฟ้า 12 V กุญแจ Keyless Entry พร้อม Key Card เครื่องปรับอากาศแบบอัตโนมัติ แผ่นกรองอากาศ PM2.5 ชุดซ่อมยาง Tyre Repair Kit ชุดปฐมพยาบาล First Aid Kit
🚖🚖 Dimension มิติตังถังภายนอก มีดังนี้
➡️ ความยาว : 4,455 มิลลิเมตร
➡️ ความกว้าง : 1,875 มิลลิเมตร
➡️ ความสูง : 1,615 มิลลิเมตร
➡️ ความยาวฐานล้อ wheelbase 2,720 มิลลิเมตร
➡️ ความกว้างล้อหน้า / หลัง : 1,575 / 1,580 มิลลิเมตร
➡️ ความสูงใต้ท้องรถ : ground clearance 175 มิลลิเมตร
➡️ ที่เก็บสัมภาระด้านท้าย 440 – 1,340 ลิตร (เมื่อพับเบาะหลัง)
➡️ น้ำหนักตัวรถ : 1,680 – 1,750 กิโลกรัม
💥💥 Powertrain ขุมพลังขับเคลื่อน (เวอร์ชั่นออสเตรเลีย มี 2 รุ่นย่อย)
🚘🚘 Standard Range
➡️ ขับเคลื่อนล้อหน้า ด้วยมอเตอร์ Permanent Magnet Synchronous Motor กำลังสูงสุด 150 กิโลวัตต์ หรือ 204 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 310 นิวตันเมตร พ่วงด้วยแบตเตอรี่ BYD Blade Battery ความจุ 49.62 kWh
👨🔧👨🔧 ตัวเลขสมรรถนะเคลมจากโรงงาน
➡️ อัตราเร่ง 0-100 km/h ภายใน 7.3 วินาที
➡️ ระยะทางวิ่งสูงสุดต่อการชาร์จ อยู่ที่ 410 กิโลเมตร (มาตรฐาน NEDC)
➡️ ระยะทางวิ่งสูงสุดต่อการชาร์จ อยู่ที่ 345 กิโลเมตร (มาตรฐาน WLTP)
🚘🚘 Extended Range
ขับเคลื่อนล้อหน้า ด้วยมอเตอร์ Permanent Magnet Synchronous Motor กำลังสูงสุด 150 กิโลวัตต์ หรือ 204 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 310 นิวตันเมตร พ่วงด้วยแบตเตอรี่ BYD Blade Battery ความจุ 60.48 kWh
👨🔧👨🔧 ตัวเลขสมรรถนะเคลมจากโรงงาน
➡️ อัตราเร่ง 0-100 km/h ภายใน 7.3 วินาที
➡️ ระยะทางวิ่งสูงสุดต่อการชาร์จ อยู่ที่ 480 กิโลเมตร (มาตรฐาน NEDC)
➡️ ระยะทางวิ่งสูงสุดต่อการชาร์จ อยู่ที่ 420 กิโลเมตร (มาตรฐาน WLTP)
👨🔧👨🔧 การชาร์จไฟฟ้า Charging
➡️ การชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสสลับ หัวชาร์จแบบ Type 2
➡️ การชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสตรง หัวชาร์จแบบ CCS2 รองรับได้สูงสุด 70 kW (Standard Range)
➡️ การชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสตรง หัวชาร์จแบบ CCS2 รองรับได้สูงสุด 80 kW (Extended Range)
✨✨Safety System & Driving Assistance
👉👉 ระบบความปลอดภัยและระบบช่วยเหลือการขับขี่
➡️ ถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง ถุงลมนิรภัยคู่หน้า 2 ตำแหน่ง ถุงลมนิรภัยด้านข้าง 2 ตำแหน่ง ถุงลมนิรภัยด้านข้างลำตัวคนขับ 1 ตำแหน่ง (Far-side Airbag) ม่านถุงลมนิรภัย 2 ตำแหน่ง ระบบเตือนการรัดเข็มขัดนิรภัยเบาะหน้าและหลัง ระบบแจ้งเตือนแรงดันลมยาง TPMS จุดยึดเบาะนั่งนิรภัยสำหรับเด็ก ISOFIX ระบบป้องกันล้อล็อก ABS เบรกมือไฟฟ้า EPB พร้อม Auto Hold ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ESP ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TCS ระบบกระจายแรงเบรก EBD ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HDC
➡️ กล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศา เซ็นเซอร์ด้านหน้า 2 ตำแหน่ง เซ็นเซอร์ด้านหลัง 4 ตำแหน่ง ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปนผันทุกย่านความเร็ว (ACC with Stop & Go) ระบบเบรกอัตโนมัติด้านหน้า AEB ระบบเตือนการชนด้านหน้า FCW ระบบเตือนการชนด้านหลัง RCW ระบบแจ้งเตือนมุมอับสายตาด้านข้าง BSD ระบบเตือนมีเมื่อรถวิ่งเข้ามาขณะเปิดประตู DOW ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลน LDW ระบบรักษารถให้อยู่ในเลน LKA ระบบเตือนเมื่อมีรถวิ่งเข้ามาขณะถอยหลัง RCTA ระบบช่วยเบรกอัตโนมัติเมื่อเสียงต่อการชนด้านหลัง RCTB
🌈🌈 ตัวถังของ BYD ATTO 3 มีให้เลือกทั้งหมด 5 สี
➡️ สีแดง Parkour Red
➡️ สีฟ้า Surf Blue
➡️ สีเขียว Forest Green
➡️ สีเทา Boulder Grey
➡️ สีขาว Ski White
👨💼👨💼 บริษัท Rêver Automotive (เร-เว่ ออโตเมทีฟ) จํากัด ในฐานะผู้จัดจําหน่าย แบรนด์ BYD ในประเทศไทย ได้ยื่นเอกสารเพื่อขอรับสิทธิพิเศษการลงทุนจาก BOI (Board Of Investment) ของหน่วยงานรัฐบาลไทยไปแล้วเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2022 ที่ผ่านมา คาดว่าจะมีงานจัดงานเซ็นต์ MOU อย่างเป็นทางการในช่วงสัปดาห์หน้า ก่อนเปิดตัว BYD Atto 3 ในวันที่ 10 ตุลาคม
➡️ โดยการ แสดงเจตจำนงเซ็น MOU กับ กรมสรรพสามิต เพื่อเข้าร่วมโครงการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า100% ของรัฐบาลไทย จะทำให้รถยนต์ไฟฟ้า100% ที่นำเข้ามาได้รับส่วนลด 150,000 บาท + ภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้า 100% จาก 8% เหลือ 2% ซึ่งจะทำให้รถรุ่นนี้ ของ BYD มีราคาถูกลงได้
➡️ BYD Atto 3 ถือเป็นรถไฟฟ้า 100 % คันแรกของ BYD ที่จะมาเจาะตลาดไทย จึงนำเอารุ่นนี้ ที่สามารถขับด้วยไฟฟ้าไกลถึง 420-480 กม. แล้วแต่ละรุ่น จึงเป็นรถที่หลายคนคาดหวังไว้ จากแบตเตอรี่ที่มีเทคโนโลยีล้ำหน้าที่สุดตัวหนึ่งในตลาด ที่มีน้ำหนักที่เบากว่ารถคู่แข่ง และสามารถทำระยะทางได้มากกว่า
💥💥 เมื่อประเมินในเรื่องต่างๆไว้ คาดการณ์ว่า การเปิดราคาในวันที่ 10 ต.ค.นี้ ถ้าออกมาที่ต่ำกว่า 1.2 ล้านบาท รับรองว่า ยอดขายพุ่งขึ้นแน่นอน เพราะหลายคนรอรถแบบนี้ มานานแล้ว ในราคาที่ปานกลาง สมดุลกับคุณภาพของรถ 💥💥
Previous Article
Next Article
You May Also Like
สมาคมผู้นำเข้ารถยนต์ใหม่ ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ฟรีตรวจเช็ก 30 รายการ ลดค่าแรง-อะไหล่
อ่านเพิ่มเติม
Tesla Roadster เปิดจองในไทย 178,000 บาท เร่ง 0-100 ต่ำกว่า 1 วินาที รุ่น Rocket บินได้
อ่านเพิ่มเติม
Ford Everest Wolftrak 2027 ในออสเตรเลีย เสริมลุคเข้ม พร้อมลากจูง 3.5 ตัน
อ่านเพิ่มเติม
Toyota ชวนทดลองขับ bZ4X และรถ HEV ที่ TOYOTA ALIVE
อ่านเพิ่มเติม
Home
News
Review
Press Release
Activities
Contact Us
Home
News
Review
Press Release
Activities
Contact Us