ส่องโครงการ “รถเก่าแลกใหม่” เพื่อใครและมีเงื่อนไขอะไรบ้าง

โครงการ "รถเก่าแลกรถใหม่" ในปี 2569 เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมที่รัฐบาลกำลังเร่งสรุป โดยมีเป้าหมายลดฝุ่น PM 2.5 และสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) คาดนำร่อง 1-2 หมื่นคัน พร้อมข้อเสนอส่วนลดจูงใจและการอุดหนุน ซึ่งช่วยเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

รายละเอียดมาตรการ “รถเก่าแลกรถใหม่ 69” (อัปเดต 2026) เป้าหมาย: เปลี่ยนรถยนต์เก่าที่มีมลพิษสูงเป็นรถยนต์ใหม่ โดยเฉพาะ EV หรือ Hybrid สมาคมยานยนต์ฯ เสนอให้รัฐอุดหนุนสูงถึง 85,000 บาทต่อคัน

เล็งนำร่อง 1-2 หมื่นคัน และเน้นการจัดการรถเก่าไม่ให้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสำหรับรถเก่าที่ต้องการจดทะเบียนใหม่ ต้องระงับทะเบียนเดิมและดำเนินการผ่านขนส่ง

ข้อดี-ข้อเสียระหว่างรถเก่าและรถใหม่รถใหม่ (EV/Hybrid)

ข้อดี คือ ผู้บริโภคมีโอกาสใช้รถยนต์ที่ประหยัดค่าพลังงาน ลดมลพิษ เทคโนโลยีทันสมัย ปลอดภัยสูง แต่อาจต้องขยับงบเพิ่มเนื่องจากที่ราคาสูงกว่ารถเก่า แต่ก็ได้รับเงินสนับสนุนโดยรวมจึงราคาถูกลง ซ่อมบำรุงง่ายในอู่ทั่วไป แต่จะมีค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนอะไหล่บ่อย (เช่น แบตเตอรี่, ผ้าเบรก, น้ำมันเครื่อง)

ข้อเสียคือ สำหรับผู้ที่ไม่มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนรถจริง ๆ อาจจะกลัวไม่ได้ใช้สิทธิ์ จึงรีบซื้อรถโดยโดยที่อาจจะยังไม่มีความพร้อมในการดาวน์หรือผ่อน อาจทำให้ดีมานด์เกินปกติ ทำกลไลตลาดระยะยาวอาจเปลี่ยนแปลงไปในทางแย่ลงก็ได้

รายละเอียดเบื้องต้นของโครงการ "รถเก่าแลกรถใหม่ 2569" (หรือโครงการกำจัดซากรถยนต์ใช้แล้ว ELV) ที่กรมสรรพสามิตและกระทรวงการคลังกำลังสรุปเพื่อเสนอ ครม. มีดังนี้
1. สิทธิประโยชน์ที่จะได้รับส่วนลดเงินอุดหนุน: มีข้อเสนอให้รัฐสนับสนุนเงินประมาณ 85,000 - 100,000 บาทต่อคัน โดยสมาคมยานยนต์ฯ เสนอที่ 85,000 บาท ซึ่งเป็นราคาเฉลี่ยของรถเก่าอายุ 25 ปีในตลาด เพื่อจูงใจให้คนนำรถมาทำลายซากแทนการขายต่อส่วนลดหน้าโชว์รูม รูปแบบจะเป็นการจ่ายเงินอุดหนุนตรงไปยังค่ายรถ เพื่อนำไปเป็น ส่วนลดราคารถใหม่ทันที ให้กับผู้ซื้อสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ: คาดว่าจะมีสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษประมาณ 3.5% ในช่วง 1-2 ปีแรก วงเงินสูงสุด 2 ล้านบาทสิทธิลดหย่อนภาษี: อาจมีการนำยอดค่าซื้อรถใหม่ไปหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือลดภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ลงสูงสุด 80%

2. เงื่อนไขรถยนต์ที่เข้าร่วมรถคันใหม่:ต้องเป็นรถที่ ผลิตในประเทศไทยเท่านั้นต้องเป็นรถปล่อยคาร์บอนต่ำ ได้แก่ รถยนต์ไฟฟ้า (BEV), ไฮบริด (HEV), และปลั๊กอินไฮบริด (PHEV)อยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะครอบคลุมถึงรถกระบะและรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าด้วยหรือไม่รถคันเก่า:เบื้องต้นคาดว่าต้องเป็นรถที่มีอายุการใช้งาน 10-15 ปีขึ้นไปต้องเป็นรถที่สามารถใช้งานได้จริงและจดทะเบียนถูกต้อง เพื่อนำเข้าสู่ระบบจัดการซากที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

3. จำนวนสิทธิ์และกำหนดการจำนวนจำกัด: ระยะแรก (Phase 1) จะนำร่องเพียง 10,000 - 20,000 คันเกณฑ์การรับสิทธิ์: ใช้ระบบ "มาก่อนได้ก่อน" (First-come, First-served) ผ่านการลงทะเบียนความคืบหน้า: กรมสรรพสามิตคาดว่าจะสรุปรายละเอียดและเกณฑ์ทั้งหมดเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังภายใน กลางเดือนพฤษภาคม 2569 นี้

แม้ว่านโยบายนี้จะเป็นการกระตุ้นและช่วยให้เศรษฐกิจในอุตสาหกรรมยานยนต์เติบโตต่อไปได้ และเน้นในการช่วยเหลือผู้ผลิตรถยนต์ในหลาย ๆ แบรนด์ทั้งในไทยเองและจากต่างประเทศ แต่ก็ยังขาดสิ่งสำคัญไปนั่นคือ การกลับมามองดูว่า รถยนต์ที่เป็นพลังงานสันดาป จะเดินหน้าอย่างไรต่อไป หรือเครื่องยนต์ดีเซลที่ยังมีความต้องการในการใช้งานในประเทศอีกมากมาย จะมีนโยบายใดมาช่วยเหลือส่วนนี้บ้าง

แล้วค่ายรถที่ตลอดระยะเวลาทำตลาดในไทยมีการใช้เครื่องยนต์ดีเซลในภาคขนส่งเป็นหลัก จะกลายเป็นผ๔้ขาดประโยชน์ตรงนี้ ทั้งที่เงินอุดหนุนเหล่านี้ก็ต้องมาจากการ กู้ยืม หรือ ภาษีของคนไทย

แหล่งข้อมูล :
กรุงเทพธุรกิจ
thairath.co.th
TNN Thailand