ทิศทางของ ISUZU ในประเทศไทยมีหลายเรื่องให้จับตา หลังผู้บริหารบริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เปิดเผยข้อมูลระหว่างการให้สัมภาษณ์เมื่อวันเปิดตัว ISUZU D MAX และ MU-X ใหม่ ที่มากับขุมพลังใหม่ 2.2 Ddi MAXFORCE Biturbo ไล่เรียงมาตั้งแต่การปรับไลน์อัพเครื่องยนต์ดีเซล การทำตลาด MU-X รุ่นใหม่ ไปจนถึงข้อเสนอให้ภาครัฐเข้ามาช่วยพยุงตลาดรถกระบะ ซึ่งกำลังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่อ่อนตัวลง
ประเด็นที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือโอกาสของ ISUZU Trooper รถอเนกประสงค์ที่ยังมีชื่ออยู่ในความทรงจำของผู้ใช้รถจำนวนไม่น้อย ว่าจะมีโอกาสกลับมาทำตลาดในประเทศไทยอีกครั้งหรือไม่ ในช่วงที่คู่แข่งเริ่มขยับตัวในตลาด SUV อย่างต่อเนื่อง
ISUZU Trooper ยังไม่ปิดโอกาส แต่ขอประเมิน MU-X ก่อน
เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ในการนำ ISUZU Trooper กลับมาจำหน่าย รวมถึงการขยายตลาดเข้าสู่กลุ่ม D-SUV ผู้บริหารระบุว่าบริษัทรับทราบถึงความนิยมของ Trooper และเสียงเรียกร้องจากลูกค้า แต่ยังไม่มีการยืนยันแผนนำรถรุ่นนี้กลับมาทำตลาดอย่างเป็นทางการเหตุผลสำคัญคือ ISUZU เพิ่งเปิดตัว MU-X 2.2 Ddi MAXFORCE Biturbo จึงต้องขอประเมินผลตอบรับของลูกค้าระยะหนึ่ง ก่อนพิจารณาทิศทางผลิตภัณฑ์ในอนาคตตามความต้องการของตลาด คำตอบนี้ยังไม่ใช่การยืนยันว่า Trooper จะกลับมาแน่นอน แต่ก็ไม่ได้ปิดประตูเสียทีเดียว หากกระแสเรียกร้องมีน้ำหนักมากพอ ก็ยังมีโอกาสนำไปพิจารณาต่อ
หากมองจากสถานการณ์การแข่งขันในปัจจุบัน การกลับมาของ Trooper ถือเป็นประเด็นที่น่าติดตาม เพราะตลาด SUV มีการแข่งขันสูงขึ้น และผู้บริโภคมีตัวเลือกหลากหลายกว่าเดิม ทั้งรถอเนกประสงค์สำหรับครอบครัว และรถที่เน้นภาพลักษณ์แข็งแกร่งแบบออฟโรด
สำหรับ ISUZU ชื่อ Trooper อาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการต่อยอดความแข็งแกร่งของแบรนด์ แต่การนำกลับมาจำหน่ายจริงย่อมต้องพิจารณาทั้งตำแหน่งทางการตลาด ราคา เครื่องยนต์ อุปกรณ์ และความต้องการของลูกค้าในปัจจุบัน
เสนอรัฐลดหย่อนภาษีซื้อปิกอัพ หวังฟื้นกำลังซื้อ
ISUZU ต้องการเห็นรัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลือตลาดรถปิกอัพอย่างเป็นรูปธรรม โดยเสนอแนวคิดให้ผู้ซื้อรถสามารถนำเงินบางส่วนจากการซื้อรถ เช่น 100,000 บาท ไปใช้หักลดหย่อนภาษีได้ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและกระตุ้นการตัดสินใจซื้อของผู้ที่อยู่ในระบบภาษีข้อเสนอนี้ยังเป็นเพียงแนวคิดจากภาคเอกชน ไม่ใช่มาตรการที่รัฐบาลประกาศใช้แล้ว และหากจะนำไปดำเนินการจริงก็ต้องพิจารณาเงื่อนไขให้รอบด้าน โดยเฉพาะผู้ซื้อที่มีความจำเป็นต้องใช้รถแต่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษี หรือยังติดข้อจำกัดด้านสินเชื่อ
ที่ผ่านมาบริษัทขอขอบคุณมาตรการ อาทิเช่น การสนับสนุนผ่าน บสย. และโครงการ Trade-in แต่เห็นว่ายังต้องมีมาตรการเร่งด่วนที่ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงการซื้อรถได้จริง รวมถึงการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติและปัญหาเศรษฐกิจ
เหตุผลที่อุตสาหกรรมต้องการให้รัฐช่วยตลาดปิกอัพเป็นพิเศษ เพราะรถกลุ่มนี้มีการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ (Local Content) มากกว่า 90% ยอดขายที่เพิ่มขึ้นจึงไม่ได้ประโยชน์เฉพาะผู้ผลิตรถยนต์ แต่ยังส่งต่อไปถึงโรงงานชิ้นส่วน แรงงาน และผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานของไทยด้วย
อย่างไรก็ตาม การกระตุ้นยอดขายต้องเดินควบคู่กับการดูแลความสามารถในการผ่อนชำระของลูกค้า เพราะการผลักดันให้คนซื้อรถโดยไม่คำนึงถึงภาระหนี้ อาจช่วยตลาดได้เพียงระยะสั้น แต่สร้างปัญหาตามมาในระยะยาว
ตลาดกระบะไทยน่าห่วง สัดส่วนลดเหลือประมาณ 20%
อีกเรื่องที่ผู้บริหาร ISUZU แสดงความกังวลอย่างชัดเจน คือสถานการณ์ตลาดรถกระบะไทยที่ไม่ได้เติบโตตามตลาดรถยนต์โดยรวม โดยทางผู้บริหารอีซูซุ เผยว่าสัดส่วนรถกระบะในตลาดรถยนต์ไทยลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 20% จากในอดีตที่เคยอยู่ในระดับ 30–40% ขณะที่ตลาดรถยนต์โดยรวมในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 เติบโตประมาณ 18% โดยมี SUV เป็นหนึ่งในกลุ่มที่ช่วยขับเคลื่อนตลาดปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่ที่คนไทยเลิกต้องการรถกระบะ แต่เป็นเรื่องกำลังซื้อ และความสามารถในการขอสินเชื่อ โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกร พ่อค้าแม่ค้า และพนักงานโรงงาน ซึ่งเป็นฐานลูกค้าสำคัญของตลาดรถกระบะ
คนที่ต้องการรถไปทำมาหากินอาจยังมีความจำเป็นต้องใช้รถเหมือนเดิม แต่เมื่อมีภาระหนี้ครัวเรือนสูง รายได้ไม่แน่นอน และธนาคารพิจารณาสินเชื่อเข้มงวดขึ้น การตัดสินใจซื้อรถใหม่ก็กลายเป็นเรื่องยากกว่าเดิม
ผลที่ตามมาคือ แม้รถกระบะจะยังมีความจำเป็นต่อการทำงานและประกอบอาชีพ แต่ความต้องการที่มีอยู่ไม่ได้เปลี่ยนเป็นยอดขายได้ทั้งหมด เพราะผู้ซื้อจำนวนหนึ่งติดข้อจำกัดด้านการเงินตั้งแต่ขั้นตอนขอสินเชื่อ
เรื่องนี้จึงไม่ใช่ปัญหาของ ISUZU เพียงรายเดียว แต่กระทบไปถึงผู้ผลิตรถกระบะรายอื่น ผู้จำหน่าย ตลอดจนผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการผลิตชิ้นส่วนและห่วงโซ่อุปทานในประเทศ
ดันเครื่องยนต์ 2.2 Ddi MAXFORCE เลิกขาย 1.9 ลิตรในไทย
ด้านผลิตภัณฑ์ทาง ISUZU พร้อมเดินหน้าผลักดันเครื่องยนต์ 2.2 Ddi MAXFORCE โดยวางเครื่องยนต์ 2.2 ลิตรทั่วไปสำหรับลูกค้าที่ใช้งานทั่วไป และส่วนบุคคล ส่วนเครื่องยนต์ 3.0 ลิตรยังตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการกำลังสำหรับการบรรทุกหนักโดยในปัจจุบันเครื่องยนต์ 2.2 ลิตรทั่วไป มีสัดส่วนยอดขายประมาณ 83% ขณะที่เครื่องยนต์ 3.0 ลิตรอยู่ที่ประมาณ 17% ส่วนเครื่องยนต์ 2.2 Ddi MAXFORCE Biturbo เพิ่งเปิดตัว จึงยังอยู่ระหว่างประเมินผลตอบรับ และไม่ได้ประกาศสัดส่วนยอดขายแยกอย่างเป็นทางการ
สำหรับเครื่องยนต์ 1.9 ลิตร บริษัทหยุดการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศไทยตั้งแต่ช่วงกลางปี 2569 หลังพบว่าลูกค้าหันไปเลือกเครื่องยนต์ 2.2 ลิตรเป็นส่วนใหญ่ แต่ยังคงผลิตเครื่องยนต์ 1.9 ลิตรเพื่อส่งออกไปจำหน่ายในต่างประเทศ รวมถึงทางบริษัทยังมีแผนที่จะส่งออกเครื่องยนต์ 2.2 Biturbo ไปต่างประเทศ แต่กำหนดเวลายังขึ้นอยู่กับสถานการณ์และความเหมาะสมของแต่ละตลาด
ขอความเป็นธรรมทางภาษีระหว่างรถผลิตไทยกับรถนำเข้า
ในประเด็นภาษีสรรพสามิตรถยนต์นำเข้าทาง ISUZU ต้องการเห็นมาตรการที่ช่วยปกป้องอุตสาหกรรม และการจ้างงานในประเทศ พร้อมสร้างความเป็นธรรมทางภาษีระหว่างรถที่ผลิตในไทยกับรถที่นำเข้าจากต่างประเทศ โดยไม่ได้ระบุตัวเลขอัตราภาษีที่ต้องการอย่างชัดเจนโดยข้อเรียกร้องนี้สะท้อนความกังวลของผู้ผลิตที่ลงทุนในประเทศ และพึ่งพาชิ้นส่วนในประเทศจำนวนมาก ท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น การกำหนดนโยบายจึงต้องคำนึงถึงทั้งประโยชน์ของผู้บริโภค ความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิต และการรักษาฐานการผลิตกับการจ้างงานในไทย
ดีเซลยังเป็นกำลังหลัก EV เดินหน้าตามความเหมาะสม
แม้รถยนต์ไฟฟ้าจะได้รับความสนใจมากขึ้น ISUZU ยังคงเชื่อมั่นในเครื่องยนต์ดีเซลสำหรับตลาดไทย โดยมุ่งพัฒนาให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น รวมถึงรองรับน้ำมัน B20 เพราะมองว่าลักษณะการใช้งานรถกระบะของลูกค้าไทยยังต้องการความเหมาะสมด้านการบรรทุกและการใช้งานจริงด้านรถปิกอัพไฟฟ้า บริษัทยังคงจำหน่ายให้ลูกค้าเฉพาะกลุ่มในประเทศไทย แม้จะไม่ได้ทำตลาดในวงกว้าง เนื่องจากมองว่ารูปแบบการใช้งานปัจจุบันยังไม่เหมาะกับลูกค้าทุกกลุ่ม ขณะที่ตลาดส่งออกบางประเทศ โดยเฉพาะในยุโรป มีการตอบรับที่ดี
ส่วนรถบรรทุกไฟฟ้า ISUZU ทดลองระบบสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ในรถบรรทุกไฟฟ้าขนาดกลางระดับ 2 ตันร่วมกับลูกค้าในประเทศไทยแล้ว แต่ยังไม่มีการกำหนดวันจำหน่ายอย่างเป็นทางการ โดยจะพิจารณาตามความพร้อมของตลาด
ลงทุน 32,000 ล้านบาท จับทิศทางยอดขาย และผลิตภัณฑ์ใหม่ตาเป้าหมายปี 2570
ในด้านการลงทุนทาง ISUZU วางแผนลงทุนระยะ 5 ปี ระหว่างปี 2567-2571 รวม 32,000 ล้านบาท โดยเริ่มลงทุนไปแล้ว 15,000 ล้านบาท ตั้งแต่เดือนเมษายน 2567 และยังให้ความสำคัญกับการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศมากกว่า 90%สำหรับแนวโน้มปี 2570 บริษัทยังไม่สามารถกำหนดเป้าหมายยอดขายได้ชัดเจน เนื่องจากมีปัจจัยกดดันทั้งกำลังซื้อ ราคาพลังงาน และสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อต้นทุนและเศรษฐกิจโลก
สำหรับยอดขายในประเทศไทยช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 ISUZU ทำได้ 52,829 คัน ลดลง 1.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน บริษัทตั้งเป้ายอดขายรวมทั้งปีไว้ที่ประมาณ 70,400 คัน ครอบคลุมทั้งรถกระบะ รถ PPV และรถเพื่อการพาณิชย์ขนาดเล็ก
ผู้บริหารประเมินว่าตลาดรถยนต์รวมทั้งปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 700,000 คัน แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากกำลังซื้อ และราคาพลังงานที่ผันผวน ทำให้บริษัทยังไม่สามารถระบุเป้าหมายยอดขายปี 2570 ได้อย่างชัดเจน
จากนี้สิ่งที่ต้องจับตาคือ ISUZU จะสามารถเปลี่ยนกระแสตอบรับ MU-X 2.2 Biturbo ให้เป็นแรงส่งทางการตลาดได้มากเพียงใด รวมถึงจะมีความชัดเจนเรื่อง Trooper หรือผลิตภัณฑ์ใหม่ในอนาคตเมื่อไร
ส่วนภาครัฐก็มีโจทย์สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือการช่วยให้คนที่จำเป็นต้องใช้รถกระบะเพื่อทำมาหากินสามารถเข้าถึงรถได้ โดยไม่ผลักภาระหนี้สินให้หนักกว่าเดิม เพราะหากรถกระบะเป็นเครื่องมือทำมาหากินของคนไทย การฟื้นตลาดก็ควรเริ่มจากการทำให้คนเหล่านั้นมีโอกาสซื้อและผ่อนชำระไหวจริง