OMODA 4 EV รถยนต์ไฟฟ้า 100% รุ่นใหม่จาก OMODA เตรียมเข้าทำตลาดในประเทศไทยช่วงปลายปี 2569 โดยใช้ชื่อ OMODA 4 EV ไม่ใช่ OMODA C4 EV ตามที่มีการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ วางตำแหน่งเป็นน้องเล็กรองจาก OMODA C5 EV เน้นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ต้องการรถดีไซน์สปอร์ต เทคโนโลยีทันสมัย และราคาที่เข้าถึงง่าย
ดีไซน์ Cyber Mecha ตัวถังกะทัดรัด แต่ฐานล้อยาว
OMODA 4 EV ใช้แนวทางการออกแบบ Cyber Mecha เน้นเส้นสายเหลี่ยมคม ให้ภาพลักษณ์สปอร์ตและแตกต่างจาก SUV ทั่วไป ตัวรถมีความยาว 4,420 มม. กว้าง 1,860 มม. สูง 1,570 มม. ระยะฐานล้อ 2,700 มม. และล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้วเมื่อเทียบกับ OMODA C5 EV ตัวรถสั้นกว่า แต่มีความกว้างและระยะฐานล้อมากกว่า จึงน่าสนใจว่าการจัดพื้นที่ห้องโดยสารจะทำได้ดีเพียงใด โดยเฉพาะพื้นที่เบาะหลังและความสะดวกในการใช้งานจริง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้ซื้อรถคันแรกและครอบครัวขนาดเล็ก
Super AI Cockpit จุดขายที่ต้องจับตา
ภายในห้องโดยสารเน้นโทนสปอร์ต พร้อมระบบ Super AI Cockpit ที่รองรับการสั่งงานด้วยเสียง ผู้ขับขี่สามารถเรียกใช้งานด้วยคำว่า “Hello OMODA” เพื่อสั่งควบคุมฟังก์ชันต่าง ๆ ของรถ รวมถึงสอบถามข้อมูลหรือช่วยค้นหาสถานที่ได้ตามความสามารถของระบบมาพร้อมหน้าจอกลางขนาด 13.2 นิ้ว และหน้าจอผู้ขับขี่ 8.88 นิ้ว พร้อมชิปประมวลผล Snapdragon 8155 นอกจากนั้นยังได้รับแท่นชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย 50 วัตต์ ขณะที่ตัวเบาะคู่หน้าติดตั้งระบบระบายอากาศ รวมทั้งยังได้รับกล้องรอบคัน 360 องศา และระบบช่วยขับขี่ ADAS
เข้าไทยต้องเจอใครบ้าง?
สำหรับราคาจำหน่ายของ OMODA 4 EV นั้นคาดว่าจะอยู่ในช่วงเลตประมาณ 5–6 แสนบาท โดยคู่แข่งในตลาดที่ต้องจับตาจะมีทั้งรถ SUV ไฟฟ้า และรถแฮตช์แบ็กไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็น BYD ATTO 2 และ JAECOO 5 EV ที่อยู่ในกลุ่ม SUV ขนาดเล็ก รวมถึง BYD Dolphin, GAC AION UT และ MG4 Electric ที่เป็นทางเลือกสำหรับผู้ซื้อรถไฟฟ้าในช่วงราคาใกล้เคียงกันนอกจากนั้นอีกประเด็นคือ OMODA 4 EV จะต้องวางตำแหน่งให้ชัดเมื่อเทียบกับรถในเครือเดียวกันอย่าง OMODA C5 EV และ JAECOO 5 EV หากรถรุ่นใหม่มีขนาดกะทัดรัดกว่า แต่ให้อุปกรณ์ และเทคโนโลยีครบในราคาที่ต่ำกว่า ก็อาจช่วยขยายฐานลูกค้าได้ แต่ถ้าราคาเปิดตัวใกล้กับรถรุ่นพี่มากเกินไป ผู้ซื้อก็มีเหตุผลที่จะขยับไปเลือกรถที่มีพื้นที่ใช้สอยมากกว่า
ราคาเปิดตัวคือคำตอบสำคัญ
OMODA 4 EV มีกำหนดเข้าทำตลาดในไทยช่วงปลายปี 2569 จุดเด่นอยู่ที่ดีไซน์ Cyber Mecha ระบบ Super AI Cockpit และตัวถังที่วางตำแหน่งในกลุ่ม B-SUV ไฟฟ้า หากทำราคาได้ตามที่คาดการณ์ไว้ ก็มีโอกาสเป็นอีกตัวเลือกสำหรับผู้ที่กำลังมองหารถไฟฟ้าคันแรกแต่ในตลาดที่มีคู่แข่งหลายแบรนด์ การมีหน้าจอใหญ่หรือดีไซน์แปลกตาอาจยังไม่พอ สิ่งที่ผู้ซื้อจะใช้ตัดสินใจจริงคือราคาขาย ระยะทางวิ่งต่อการชาร์จ อุปกรณ์ความปลอดภัย การรับประกันแบตเตอรี่ และบริการหลังการขาย ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องรอดูรายละเอียดอีกทั้งของ OMODA 4 EV จะจะตอยโจทย์กับตลาดในไทยมากน้อยขนาดไหน