ลุ้นมาไทยปลายปีนี้! Nissan Elgrand e-POWER เจนฯ 4 หรูขึ้นทุกมิติ 

โค้งสุดท้ายปี 2569 ตลาดรถยนต์ไทยเตรียมกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง เมื่อหลายค่ายรถยนต์ทยอยส่งรถรุ่นใหม่เข้ามาทำตลาด โดยเฉพาะในกลุ่ม BEV, Hybrid, PHEV, SUV และ MPV ซึ่งหนึ่งในรุ่นที่ถูกจับตามองคือ Nissan Elgrand ใหม่ รถ MPV หรูรุ่นเรือธงที่มีข่าวว่าอาจเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยช่วงปลายปีนี้

Nissan Elgrand เจเนอเรชันที่ 4 ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ MPV รุ่นนี้ มาพร้อมระบบขับเคลื่อน e-POWER เจเนอเรชันใหม่ (เจนฯ ที่ 3 ) และเทคโนโลยี e-4ORCE ขับเคลื่อน 4 ล้อด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า โดยเปิดตัวครั้งแรกในงาน Japan Mobility Show 2025 และเริ่มจำหน่ายในญี่ปุ่นเมื่อเดือนกรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ด้วยราคาในญี่ปุ่นเริ่มต้น 6,897,000 เยน หรือประมาณ 1.4 ล้านบาท

ซึ่งหากนิสสัน ประเทศไทย นำ Elgrand ใหม่เข้ามาทำตลาดในไทยจริง คาดว่าราคาอาจขยับขึ้นมาอยู่ในช่วง 2 ล้านปลาย ๆ ถึงไม่เกิน 3 ล้านบาท และอาจกลายเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของตลาด MPV ไทยช่วงปลายปีนี้ โดยเฉพาะหากมีการเปิดตัวในช่วง MOTOR EXPO 2026

ดีไซน์ใหม่ ภายใต้แนวคิด Timeless Japanese Futurism

Nissan Elgrand เจนเนอเรชันที่ 4 ได้รับแรงบันดาลใจด้านการออกแบบจากรถต้นแบบ Nissan Hyper Tourer พร้อมภาษาการออกแบบ “Timeless Japanese Futurism” ที่ผสมผสานความงามแบบญี่ปุ่นเข้ากับแนวคิดแห่งอนาคต

ด้านหน้ามาพร้อมกระจังหน้าขนาดใหญ่ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากลวดลายงานไม้ Kumiko เชื่อมต่อกับชุดไฟหน้าอย่างลงตัว ขณะที่ด้านท้ายใช้แนวทางการออกแบบไฟแบบ Full-width ทำให้ตัวรถดูมีความกว้างและมั่นคงมากขึ้น

ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้วได้รับการออกแบบให้มีรายละเอียดมากขึ้น ขณะที่ตัวถังมีสีให้เลือกทั้งแบบโมโนโทนและทูโทน โดยหนึ่งในสีที่เป็นเอกลักษณ์คือ Fuji Dawn ซึ่งจับคู่กับสีม่วง Shigoku

ห้องโดยสาร 3 แถว 7 ที่นั่ง เน้นความเป็นเลานจ์

ภายในห้องโดยสารยังคงรูปแบบ 3 แถว 7 ที่นั่ง แต่ได้รับการยกระดับความพรีเมียมอย่างชัดเจน เบาะนั่งใช้แนวคิด Zero Gravity เพื่อช่วยลดความเมื่อยล้าระหว่างการเดินทาง โดยเฉพาะเบาะแถวที่ 2 ซึ่งเป็นเบาะ Captain Seat

เบาะแถวที่ 2 สามารถปรับเอนได้หลายรูปแบบ พร้อมระบบ Dual Reclining และ Ottoman ขณะที่การจัดวางเบาะแบบ Theater Layout ช่วยให้ผู้โดยสารแต่ละแถวมีทัศนวิสัยที่ดีขึ้น วัสดุหุ้มเบาะใช้ TailorFit™ พร้อมวัสดุหนังและลายไม้ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากงานไม้ Kumiko เช่นเดียวกับบริเวณแผงประตูและคอนโซล

ด้านหน้าติดตั้งจอแสดงผลขนาด 14.3 นิ้ว แบบเชื่อมต่อข้อมูลผู้ขับขี่และระบบอินโฟเทนเมนต์เข้าด้วยกัน พร้อมระบบเสียง Bose Premium Audio ลำโพง 22 ตำแหน่ง และไฟ Ambient Light ปรับได้สูงสุด 64 สี

นอกจากนี้ยังมีแท่นชาร์จไร้สาย Qi 2.0 รองรับสมาร์ทโฟน 2 เครื่อง พร้อมปลั๊กไฟ 100V AC จำนวน 3 จุด กำลังไฟรวมสูงสุด 1,500 วัตต์ แม้จะนั่งครบ 7 คน โดยทาง Nissan ระบุว่าสามารถบรรทุกกระเป๋าเดินทางแบบ Carry-on ได้ถึง 7 ใบ โดยเบาะแถวที่ 3 สามารถพับเก็บได้หลายรูปแบบเพื่อเพิ่มพื้นที่สัมภาระ

e-POWER เจนฯ 3 พร้อม e-4ORCE ขับ 4 ล้อ

หัวใจสำคัญของ Elgrand ใหม่คือระบบ e-POWER เจเนอเรชันที่ 3 โดยใช้เครื่องยนต์เบนซินทำหน้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้า ขณะที่การขับเคลื่อนล้อเป็นหน้าที่ของมอเตอร์ไฟฟ้า ตัวรถใช้มอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ได้แก่ มอเตอร์หน้ากำลังสูงสุด 205 แรงม้า แรงบิด 330 นิวตัน-เมต ส่วนมอเตอร์หลังให้กำลังสูงสุด 136 แรงม้า แรงบิด 195 นิวตัน-เมตร ให้กำลังรวมทั้งระบบ 213 แรงม้า แรงบิดรวมสูงสุด 525 นิวตัน-เมตร

ส่วนเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร 3 สูบ Turbo รหัส ZR15DDT มีกำลังสูงสุด 140 แรงม้า และแรงบิด 228 นิวตัน-เมตร โดยทำหน้าที่หลักในการผลิตกระแสไฟฟ้าให้กับระบบขับเคลื่อน Elgrand ใหม่มาพร้อมระบบ e-4ORCE ขับเคลื่อน 4 ล้อด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่ง Nissan ระบุว่าช่วยควบคุมการถ่ายน้ำหนักและแรงบิดของรถให้เหมาะสมกับสถานการณ์ พร้อมลดอาการโยนตัวระหว่างการเร่งและชะลอความเร็ว

อีกหนึ่งเทคโนโลยีสำคัญคือ Intelligent Dynamic Suspension ซึ่งสามารถปรับแรงหน่วงของโช้กอัพตามสภาพถนนและรูปแบบการขับขี่ ช่วยลดการโคลงของตัวรถและเพิ่มความนุ่มนวลสำหรับผู้โดยสาร ระบบขับขี่มี 6 โหมด ได้แก่ ECO, Standard, Sport, Comfort, Snow และ Personal

ProPILOT 2.0 และเทคโนโลยีช่วยขับ

ด้านระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ Elgrand ใหม่ติดตั้ง ProPILOT โดยสามารถช่วยควบคุมคันเร่ง เบรก และพวงมาลัยระหว่างการเดินทางบนทางหลวง มาพร้อมระบบ ProPILOT 2.0 ซึ่งรองรับการช่วยขับขี่แบบแฮนด์ฟรี รวมถึงระบบช่วยเปลี่ยนช่องทางจราจร รวมถึง ProPILOT Park และระบบ Intelligent Around View Monitor

นอกจากนี้ Nissan ยังได้รับการติดตั้งกล้อง 3D View, Front Wide View และ Mirror Close View เพื่อช่วยให้ผู้ขับมองเห็นพื้นที่รอบตัวรถได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะขณะจอดหรือขับผ่านพื้นที่แคบ

NissanConnect เพิ่ม Google Built-in

ด้านระบบอินโฟเทนเมนต์มากับ NissanConnect รองรับการเชื่อมต่อทั้ง Google Maps, Google Assistant และ Google Play ผ่านระบบ Google Built-in ซึ่งผู้ใช้ยังสามารถรับการแจ้งเตือนผ่านสมาร์ทโฟนหากลืมล็อกรถ, เปิดกระจก หรือเปิดไฟฉุกเฉิน รวมถึงระบบ Remote Photo Shot ที่สามารถตรวจจับแรงกระแทกหรือเหตุการณ์ผิดปกติและส่งภาพจากบริเวณรอบรถไปยังโทรศัพท์

พร้อมกันนี้ทาง Nissan ยังเปิดบริการ Mimamori Drive ซึ่งช่วยให้สมาชิกครอบครัวติดตามสถานะการเดินทางของรถ รวมถึงการเข้า-ออกพื้นที่ที่กำหนดและการใช้ความเร็วของรถผ่านแอปพลิเคชัน

แล้ว Elgrand ใหม่ มีโอกาสเข้าไทยหรือไม่?

สำหรับตลาดประเทศไทย Nissan มีไลน์อัป e-POWER อยู่แล้ว ทั้งในกลุ่ม SUV และ MPV โดย Nissan ประเทศไทย ยังเดินหน้าขยายผลิตภัณฑ์ e-POWER ในตลาดไทยอย่างต่อเนื่อง และในปี 2569 ได้เปิดตัว KICKS e-POWER รุ่นใหม่ที่ผลิตในประเทศไทย รวมถึงทำตลาด Serena e-POWER ซึ่งเป็น MPV 7 ที่นั่งอยู่แล้ว

หาก Nissan นำเข้ามาทำตลาดจริง Elgrand จะเข้ามาอยู่ในตลาด MPV ขนาดใหญ่ระดับพรีเมียม และสามารถสร้างความแตกต่างจาก Serena e-POWER ที่ทำตลาดอยู่ในประเทศไทยด้วยขนาดตัวถัง เทคโนโลยี e-4ORCE และระดับอุปกรณ์ที่สูงกว่า

สำหรับประเทศไทยจุดที่ต้องติดตามต่อไปคือ รูปแบบการนำเข้า ราคาไทย และสเปกที่จะเลือกใช้สำหรับตลาดบ้านเรา โดยเฉพาะว่าหากเข้ามาจริงจะเป็นรถนำเข้า CBU จากญี่ปุ่นหรือมีแนวทางอื่น เนื่องจากปัจจุบัน Nissan Thailand มีทิศทางชัดเจนในการใช้ประเทศไทยเป็นฐานผลิตรถ e-POWER สำหรับตลาดอาเซียน