ไปอีกทีกับฟอร์ด เรนเจอร์ ! ขึ้นเขา ลงห้วย บุกป่า ฝ่าดง ขึ้นดอย พิชิตภารกิจ “Mission Possible”

เมื่อเร็วๆนี้ มีโอกาสได้ไปร่วมทริปเดินทางที่ “ท้าทาย” กับค่ายรถยนต์ฟอร์ดมาครับ เป็นทริปที่ใช้เวลาสั้นๆ แต่ประทับใจยาวนานกันเลยทีเดียว แล้วที่ว่า “ท้าทาย” นั้น ท้าทายอย่างไร ? ผมจะเล่าให้ฟังครับ !

เริ่มจากเมื่อเดือนที่ผ่านมาทางฟอร์ดได้เชื้อเชิญสื่อมวลชนจำนวนหนึ่งน่าจะราวๆสัก 60 กว่าชีวิตรวมทั้งผมด้วยเดินทางขึ้นภาคเหนือกัน เหตุที่ชวนไปก็เพื่อให้ไปช่วยกันสร้างห้องเรียนและสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆให้กับเด็กนักเรียนในพื้นที่ทุรกันดารเขตพื้นที่จังหวัดตากกัน โดยสื่อมวลชนที่ไปจะแบ่งออกป็น 2 กรุ๊ปๆละ 30 กว่าคน กรุ๊ปแรกเดินทางระหว่างวันที่ 6-8  มิถุนายน และกรุ๊ปที่ 2 เดินทางไป 10 -12 มิย. ห่างกันสองวัน ผมเดินทางไปกรุ๊ปแรก มีพี่น้องสื่อมวลชนจากสื่อต่างๆราว 31 คน มีทีมงานผู้บริหารด้านกิจกรรมและประชาสัมพันธ์ของฟอร์ดอีกราวๆ 10 คน มีทีมงานออร์แกนไนซ์รวมทั้งผู้เกี่ยวข้องอีกราวๆเกือบ 30 ชีวิต รวมทั้งหมดก็น่าจะอยู่ราวๆ 70 -80 คนได้ครับ

ก่อนเดินทางไปพวกเราไม่ค่อยรู้รายละเอียดอะไรมากนักรู้แต่เพียงคร่าวๆตามที่บอกแต่แรกว่าจะไปช่วยสร้างโรงเรียนให้เด็กบนเขาบนดอยให้มีห้องเรียน ไปช่วยให้มีน้ำกิน มีสิ่งของจำเป็นได้ใช้กัน คณะของเราขึ้นเครื่องออกเดินทางจากดอนเมืองกันตอนเช้าไปลงสนามบินแม่สอด จ.ตาก ถึงราวๆ 11 โมงเช้า พอไปถึงก็จะมีทีมงานออร์แกนไนซ์มารอรับพร้อมกับบรีฟให้ทุกคนทราบว่าจากนี้ไปต้องทำอย่างไรบ้าง ?

คุณโด่ง หัวหน้าทีมออร์แกนไนซ์บรีฟบอกพวกเราว่าภาระกิจครั้งนี้ทางฟอร์ดได้จัดเตรียมรถไว้ให้สื่อมวลชนทั้งหมด 10 คัน จอดอยู่ที่สนามบินแห่งนี้  ทั้ง 10 คันนี้เป็นฟอร์ด เรนเจอร์รุ่นไวล์ดแทรคกับรุ่นลิมิเต็ด ขนาดเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร ไบเทอร์โบ กับเครื่อง 2.0 ลิตร เทอร์โบ 213 แรงม้ารุ่นนึง อีกรุ่นนึง  180 แรงม้า เป็นเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด และทุกคันขับขี่ด้วยระบบ 4 x 4  โดยรถแต่ละคันให้แบ่งกันนั่งคันละ 3 คน บ้าง หรือ 4 คนบ้าง ตามที่ทีมงานจัดแบ่งไว้ให้

 

หัวหน้าทีมออร์แกนไนซ์บอกอีกว่าจากนี้ไปเราจะไปทานข้าวกลางวันกัน แต่ก่อนไปทานข้าวพวกเราทุกคนและรถทุกคันจะต้องทำงานกันก่อน มิเช่นนั้นภาระกิจจะไม่สำเร็จ ทุกคนได้รับใบออร์เดอร์คำสั่งด้วยการให้ขับรถไปที่เมกกาโฮม ซึ่งอยู่เยื้องๆกับสนามบิน เพื่อที่จะต้องไปขนวัสดุ อุปกรณ์ต่างๆที่ทางฟอร์ดซื้อไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ให้เราขนไปเพื่อนำไปสร้างให้กับเด็กๆบนดอยในวันรุ่งขึ้น

คันของผมมีสมาชิก 3 ท่าน มีผมแล้วก้อนายกสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย คุณภูวนาถ เผ่าจินดา และอีกท่านนึงเป็นเจ้าของเป็นบรรณาธิการนิตยสารอะคาร์คือคุณตุ้ยนุ้ย-วชิระ เรืองมาลัย

คันของผม 3 คนนี้รับใบออร์เดอร์มาให้ทำหน้าที่ขนกระเบื้องมุงหลังคาไปกันครับ เป็นหนึ่งในจำนวนล็อตใหญ่ที่ต้องใส่ท้ายรถกระบะไปกัน น้ำหนักเฉพาะกระเบื้องก็ราวๆ 320 กิโล ฯ รวมน้ำหนักคนและสัมภาระกระเป๋าเสื้อผ้าและอื่นๆอีกก็น่าจะราวๆ 600 กว่ากิโลฯ เห็นจะได้ละครับ

นี่คือภาระกิจแรกที่เราต้องทำด้วยการขนกระเบื้องกัน ส่วนพี่น้องคันอื่นๆก็จะมีขนแท้งก์น้ำ สีน้ำ เครื่องปั่นไฟ แผงและอุปกรณ์โซล่าเซลส์ วัสดุก่อสร้างอื่นๆและอาหารการกินอีกมากมายครับ เสร็จภาระกิจจากเมกกาโฮม ก็มาทานข้าวกลางวันกันที่ร้านข้าวเม่าข้าวฟ่าง จากนั้นจึงเดินทางกันต่ออีกเกือบๆ 200 กิโลฯ เพื่อไปยังที่หมายคืออุทยานแห่งชาติแม่เงา จังหวัดแม่ฮ่องสอน ครับ คณะเราขับไปทั้งบนเส้นทางตรง ทางโค้ง ขึ้นเขา ลงเขา เข้าโค้งซ้าย ไต่โค้งขวา ผ่านนับร้อยนับพันโค้ง จากตัวเมืองแม่สอดไปถึงอุทยานฯแม่เงาก็ราวๆ 5 โมงเย็นเศษๆ

วันนั้นฝนไม่ตก ลมไม่มี อากาศที่อุทยานจึงค่อนข้างร้อนครับ พวกเราจึงคลายร้อนกันด้วยการลงไปอาบน้ำในแม่น้ำเงาที่ไหลผ่านไม่ห่างจากเต๊นท์ที่เรากางนอนกันนัก รู้สึกสนุกและมีความสุขกับธรรมชาติไปอีกแบบนึงเลยละครับ

เช้าวันรุ่งขึ้น เป็นวันที่พวกเราต้องทำภาระกิจสำคัญด้วยการเคลื่อนขบวนนำอุปกรณ์ต่างๆที่ขนกันมาเมื่อวานออกจากอุทยานมุ่งหน้าไปยังที่หมายคือโรงเรียนแม่อมกิ อยู่ห่างจากอุทยานประมาณ 15 กิโลเมตรต้องใช้เวลาเดินทางกันเกือบๆชั่วโมงเลยทีเดียว เพราะเป็นที่เราไปกันนี้เป็นเส้นทางออฟโรด ขับขึ้น ลง เทือกเขา และต้องขับลุยผ่านข้ามแม่น้ำเงากันอีกด้วย

คณะเราขับผ่านอุปสรรคกันมากมายจนกระทั่งไปถึงโรงเรียนแม่อมกิ มีห้องเรียนสาขาบ้านแม่เป่งทะอยู่ที่นี่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก (อยู่ห่างจากตัวอำเภอท่าสองยางประมาณ100 กิโลเมตร) เป็นพื้นที่ติดกับชายป่าใกล้ชายแดนพม่ามาก โรงเรียนแห่งนี้เปิดขึ้นเพื่อรองรับเยาวชนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลเพื่อขยายโอกาสให้กับเยาวชนในถิ่นทุรกันดารให้ได้รับการศึกษาตามพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

ที่นี่มีห้องเรียนห้องเดียวครับ สภาพค่อนข้างทรุดโทรมมีนักเรียนอยู่ 18-20  คน มีแค่ชั้น ป.3 ทุกคนต้องเรียนกันในห้องนี้อยู่รวมกันหมดมีคุณครูอีก 2 คน วนเวียนสลับกันสอน พอจบ ป. 3 ก็ต้องเดินเท้าออกไปเรียนนอกพื้นที่ไกลจากบ้านอีก 4 -5 กิโลเมตร เมื่อพวกเราเดินทางไปถึงทั้งครูใหญ่ครูน้อยพร้อมนักเรียนและชาวบ้านมารอต้อนรับกันอย่างดีใจ คุณครูใหญ่กล่าวต้อนรับพร้อมกับเด็กๆยืนรายล้อมเล่นคุยกันกับพวกเราอย่างน่ารัก เด็กเล็กบางคนยอมให้อุ้มง่ายๆ ไม่ร้องไห้อีกด้วย

จากนั้นคณะของพวกเราก็แยกย้ายกันปฎิบัติภาระกิจกันตามที่แบ่งงานกันมา ทำกันถนัดบ้างไม่ถนัดบ้าง ทั้งช่วยกันขนกระเบื้องมุงหลังคาอาคารเรียน / ติดตั้งแผงโซลาร์เซลส์ รวมทั้งจุดรับสัญญาณโทรศัพท์เพิ่ม / ติดตั้งแท้งก์น้ำ / สร้างเรือนล้างจานและบริจาคอ่างล้างจาน / บริจาคโทรทัศน์และเครื่องปั่นไฟ

ชาวคณะอีกส่วนหนึ่งจะแยกไปทำอาหารเพื่อเลี้ยงอาหารกลางวันเด็กนักเรียนและชาวบ้านรวมทั้งพวกเราเองรวมเกือบ 200  ชีวิต ร่วมกินกันท่ามกลางอากาศที่ค่อนข้างร้อนมากในขุนเขาชายป่าแห่งนี้

หลังทานอาหารกลางวันกันแล้ว ในช่วงบ่ายพวกเราก็ช่วยกันปฎิบติภาระกิจกันต่อ จนกระทั่งถึงบ่ายสามโมงทุกอย่างจึงเสร็จเรียบร้อยพร้อมทำการส่งมอบให้กับคุณครูและนักเรียนที่อยู่รอให้กำลังใจพวกเราจนทำสำเร็จ

จากนั้นคณะของเราจึงเดินทางกลับแคมป์ที่พักที่อุทยานแห่งชาติแม่เงากันเพื่อนอนพักอีก 1 คืน ก่อนจะเดินทางกลับกันในวันรุ่งขึ้น พวกเรากลับมาถึงที่พักกันด้วยความชุ่มชื่นหัวใจ รู้สึกดีใจและประทับใจที่ได้มาปฏิบัติภาระกิจช่วยเหลือเด็กๆเยาวชนของบ้านเราให้เขาได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นทั้งด้านการศึกษาและความเป็นอยู่ ‘Mission Possible’ ในครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี เป็นอีกหนึ่งความประทับใจที่พวกเราไม่มีวันลืมกันแน่นอน !!! ขอบคุณฟอร์ด ประเทศไทย ที่ได้มองเห็นและเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือเด็กๆเยาวชนไทยในครั้งนี้ ขอบคุณทีมงานของฟอร์ดทุกๆท่านที่พาพวกเราไปปฏิบัติภาระกิจที่ท้าทาย ขอบคุณทีมงานออร์แกนไนซ์ที่อำนวยความสะดวกตลอดตั้งแต่ไปจนกลับ ขอบคุณรถฟอร์ด เรนเจอร์ ทั้ง 10 คัน ที่ทำหน้าที่บรรทุกของแบกน้ำหนักขึ้นเขาผ่านนับร้อยนับพันโค้งโดยไม่ปริปากบ่นสักคัน  ฟอร์ดเขา “ เกิดมาแกร่ง” จริงๆ !