ช่วงฝนตกหนักและสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ของประเทศไทย เจ้าของรถยนต์จำนวนไม่น้อยอาจต้องเจอกับเหตุการณ์ รถโดนน้ำท่วม ทั้งจากการจอดรถในพื้นที่น้ำท่วมขัง หรือจำเป็นต้องขับผ่านเส้นทางที่มีน้ำรอการระบาย
อย่างไรก็ตาม หลังน้ำลด อย่าเพิ่งรีบสตาร์ตรถหรือทดลองขับออกจากพื้นที่ แม้รถจะดูเหมือนไม่ได้รับความเสียหายมากนัก เพราะน้ำอาจเข้าไปถึงเครื่องยนต์ ระบบส่งกำลัง ระบบเบรก รวมถึงระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งความเสียหายบางอย่างอาจมองไม่เห็นจากภายนอก
นอกจากนี้ทางสำนักงาน คปภ. แนะนำให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมให้คำนึงถึงความปลอดภัยเป็นอันดับแรก จากนั้นจึงตรวจสอบความคุ้มครองตามกรมธรรม์ และเก็บหลักฐานความเสียหายให้ครบถ้วนก่อนดำเนินการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน
รถโดนน้ำท่วม ห้ามทำ 5 อย่างนี้เด็ดขาด
- ห้ามสตาร์ตรถทันที
สิ่งแรกที่ไม่ควรทำหลังพบว่ารถถูกน้ำท่วม คือ ลองสตาร์ตเครื่องยนต์เพื่อดูว่ารถยังติดหรือไม่ หากน้ำเข้าไปในระบบไอดี เครื่องยนต์ หรือส่วนประกอบต่าง ๆ การสตาร์ตอาจทำให้เกิดความเสียหายเพิ่มเติม โดยเฉพาะกรณีที่มีน้ำเข้าไปในกระบอกสูบ เพราะการพยายามหมุนเครื่องยนต์อาจสร้างความเสียหายต่อชิ้นส่วนภายในได้ ดังนั้น หลังน้ำลด ไม่ควรบิดกุญแจ กดปุ่มสตาร์ต หรือทดลองนำรถออกจากพื้นที่ด้วยตัวเอง ควรให้ช่างหรือศูนย์บริการตรวจสอบก่อน สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) แนะนำให้ถอดขั้วแบตเตอรี่ 12 โวลต์ และห้ามสตาร์ตรถหลังเกิดน้ำท่วม พร้อมให้เคลื่อนย้ายรถเข้าสู่ศูนย์บริการเพื่อประเมินความเสียหาย - ห้ามฝืนขับรถลุยน้ำที่ยังท่วมอยู่
หากระดับน้ำยังสูง ไม่ควรประเมินความลึกจากสายตาเพียงอย่างเดียว เพราะใต้ผิวน้ำอาจมีหลุม ฝาท่อ สิ่งกีดขวาง หรือกระแสน้ำที่ทำให้รถเสียการควบคุมได้ หากรถดับกลางน้ำ ห้ามพยายามสตาร์ตซ้ำ และควรให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้โดยสารก่อนการรักษาสภาพรถ สำหรับรถ EV แนะนำให้หลีกเลี่ยงการขับผ่านน้ำท่วมที่สูงเกินระดับดุมล้อ และหากรถถูกน้ำท่วมจนจมน้ำ ควรนำรถเข้าสู่ศูนย์บริการเพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบระบบไฟฟ้าและแบตเตอรี่ - ห้ามเปิดประตูรถทันที หากระดับน้ำยังสูง
กรณีรถยังถูกน้ำล้อมอยู่และระดับน้ำภายนอกสูงถึงบริเวณประตู การเปิดประตูอาจทำให้น้ำทะลักเข้าห้องโดยสารอย่างรวดเร็ว หากสถานการณ์ยังไม่ถึงขั้นฉุกเฉิน ควรรอให้ระดับน้ำลดลงและประเมินสภาพแวดล้อมก่อนเปิดประตู แต่หากมีความเสี่ยงต่อชีวิต เช่น น้ำเพิ่มระดับอย่างรวดเร็ว ให้ให้ความสำคัญกับการเอาตัวรอดและออกจากรถไปยังพื้นที่ปลอดภัยก่อน โดยเฉพาะรถที่มีระบบไฟฟ้าจำนวนมากหรือรถ EV หากรถจมน้ำ ไม่ควรพยายามถอดสายไฟแรงดันสูงหรือเปิดชุดแบตเตอรี่ด้วยตัวเอง เพราะระบบดังกล่าวควรได้รับการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ - ห้ามรีบเปิดระบบไฟฟ้าหรือทดลองอุปกรณ์ต่าง ๆ
หลังน้ำลด หลายคนอาจอยากลองเปิดไฟ เปิดเครื่องเสียง เปิดกระจกไฟฟ้า หรือกดปุ่มต่าง ๆ เพื่อเช็กว่าระบบยังใช้งานได้หรือไม่ แต่การทดลองดังกล่าวอาจไม่ใช่เรื่องที่ควรทำ หากน้ำเข้าไปถึงระบบไฟฟ้าหรือกล่องควบคุม เพราะอาจทำให้เกิดความเสียหายเพิ่มเติมได้ ทางที่ปลอดภัยกว่าคือ อย่าเพิ่งเปิดระบบไฟฟ้า และอย่าถอดชิ้นส่วนสำคัญด้วยตัวเอง โดยเฉพาะรถ EV ซึ่งมีระบบไฟฟ้าแรงดันสูง ควรให้ศูนย์บริการหรือช่างที่มีความเชี่ยวชาญตรวจสอบก่อน ส่วนรถ EV ถูกน้ำท่วมควรถอดขั้วแบตเตอรี่ 12 โวลต์ ห้ามสตาร์ต และควรใช้รถสไลด์หรือวิธีเคลื่อนย้ายที่เหมาะสมเพื่อนำรถเข้าสู่ศูนย์บริการ - ห้ามรีบซ่อมเองหรือทิ้งหลักฐานความเสียหายก่อนติดต่อประกัน
หลังน้ำลด สิ่งสำคัญอีกอย่างคือ เก็บหลักฐานความเสียหายให้ครบถ้วนก่อนดำเนินการใด ๆ กับรถ ควรถ่ายภาพและวิดีโอให้เห็นทั้งสภาพรถภายนอก ภายในห้องโดยสาร ห้องเครื่อง ระดับน้ำ และคราบน้ำที่หลงเหลืออยู่ รวมถึงจุดที่ได้รับความเสียหาย เพื่อใช้ประกอบการแจ้งเคลม และประเมินความเสียหาย จากนั้นติดต่อบริษัทประกันภัยเพื่อสอบถามขั้นตอนการเคลมและการเคลื่อนย้ายรถ โดยข้อมูลจากทาง คปภ. แนะนำว่าให้ผู้ประสบภัยน้ำท่วมตรวจสอบความคุ้มครองตามกรมธรรม์ เก็บภาพและวิดีโอสภาพรถทั้งภายนอก ภายใน ห้องเครื่อง รวมถึงระดับน้ำหรือคราบน้ำไว้เป็นหลักฐานก่อนเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน
รถโดนน้ำท่วม ควรทำอย่างไร?
เมื่อพบว่ารถถูกน้ำท่วม แนวทางเบื้องต้นที่ควรจำง่าย ๆ คือ “อย่าสตาร์ต – อย่าฝืนขับ – อย่าเปิดระบบไฟ – ถ่ายหลักฐาน – ติดต่อประกันและช่าง” หากน้ำลดจนสามารถเข้าถึงรถได้อย่างปลอดภัย ให้เริ่มจากการถ่ายภาพและวิดีโอสภาพรถก่อน จากนั้นติดต่อบริษัทประกันภัยหรือศูนย์บริการเพื่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับการเคลื่อนย้าย หากจำเป็นต้องนำรถออกจากพื้นที่ ควรใช้รถยกหรือรถสไลด์ตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ แทนการทดลองขับรถกลับด้วยตัวเองทั้งนี้ หากสามารถทำได้อย่างปลอดภัยและเป็นไปตามคำแนะนำของผู้ผลิตหรือช่างผู้เชี่ยวชาญ จึงค่อยดำเนินการตัดระบบไฟฟ้าที่เหมาะสม สำหรับรถ EV ไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับระบบไฟฟ้าแรงดันสูงหรือแบตเตอรี่ด้วยตัวเอง
รถน้ำท่วมเสียหายแค่ไหน ต้องตรวจอะไรบ้าง?
แม้ระดับน้ำจะลดลงแล้ว แต่ความเสียหายของรถอาจไม่ได้จบลงพร้อมกับน้ำ โดยเฉพาะรถที่ถูกน้ำท่วมถึงห้องเครื่อง ห้องโดยสาร หรือส่วนประกอบไฟฟ้า ควรเข้าศูนย์ฯ หรือให้ผู้ชำนาญตรวจสอบ อันได้แก่- เครื่องยนต์และระบบไอดี
- น้ำมันเครื่อง และของเหลวต่าง ๆ
- ระบบเกียร์และระบบส่งกำลัง
- ระบบเบรก
- ระบบไฟฟ้าและกล่องควบคุม
- สายไฟและขั้วต่อต่าง ๆ
- ห้องโดยสาร พรม และวัสดุซับเสียง
- ระบบปรับอากาศ
- ระบบเซ็นเซอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แบตเตอรี่ 12 โวลต์
สำหรับรถ EV และรถไฮบริด ต้องให้ความสำคัญกับระบบไฟฟ้าแรงดันสูง ชุดแบตเตอรี่ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องเป็นพิเศษ โดยไม่ควรแกะหรือซ่อมระบบดังกล่าวด้วยตัวเอง ทั้งนี้ความเสียหายของรถ EV หลังน้ำท่วมขึ้นอยู่กับทั้งระดับน้ำ และสภาพของน้ำ โดยน้ำสกปรกอาจส่งผลต่อขั้วสายไฟ ขณะที่น้ำทะเลมีความเสี่ยงต่อการกัดกร่อนของขั้วต่อและระบบไฟฟ้ามากขึ้น
รถโดนน้ำท่วม ประกันภัยคุ้มครองหรือไม่?
เรื่องนี้ต้องตรวจสอบจาก กรมธรรม์ของรถแต่ละคัน เนื่องจากความคุ้มครอง และเงื่อนไขอาจแตกต่างกัน ข้อมูลล่าสุดจาก คปภ. ระบุว่า ประกันภัยรถยนต์ประเภท 1 ให้ความคุ้มครองความเสียหายจากน้ำท่วม ส่วนรถยนต์ประเภท 2+ และ 3+ ต้องตรวจสอบเพิ่มเติมว่าได้ซื้อความคุ้มครองน้ำท่วมเพิ่มเติมไว้หรือไม่ นอกจากนี้ คปภ. ยังมีเอกสารแนบท้ายกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์คุ้มครองน้ำท่วม ซึ่งระบุเงื่อนไขความคุ้มครองความเสียหายจากน้ำท่วมตามวงเงินที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ดังนั้น หลังเกิดเหตุไม่ควรรีบซ่อมหรือรื้อรถก่อนสอบถามบริษัทประกันภัย เพราะภาพถ่าย ระดับน้ำ และสภาพรถหลังเกิดเหตุ ล้วนเป็นหลักฐานสำคัญสำหรับการพิจารณาสินไหม