Toyota Hilux FCEV เตรียมก้าวจากรถต้นแบบสู่รถกระบะที่ผลิตเพื่อจำหน่ายจริง หลังจากที่โตโยต้ายืนยันแผนเปิดตัว Hilux FCEV รถกระบะที่ใช้ระบบเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนในปี 2028 สำหรับตลาดยุโรป โดยตั้งเป้าระยะทางวิ่งตามมาตรฐาน WLTP มากกว่า 400 กิโลเมตร พร้อมความสามารถในการลากจูงสูงสุด 2,500 กิโลกรัม ทั้งนี้การเปิดตัว Hilux FCEV จะสะท้อนแนวทาง Multi-Pathway ของทางโตโยต้า ซึ่งไม่ได้มุ่งพัฒนารถยนต์พลังงานรูปแบบเดียว แต่จะนำเสนอระบบขับเคลื่อนหลากหลาย ทั้งเครื่องยนต์ดีเซล Mild Hybrid, รถยนต์ไฟฟ้า BEV และรถยนต์เซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน เพื่อให้เหมาะกับรูปแบบการใช้งานและโครงสร้างพื้นฐานของแต่ละตลาด
Hilux FCEV จากต้นแบบสู่รถผลิตจริง
โตโยต้าเริ่มพัฒนา Hilux H2 ต้นแบบตั้งแต่ปี 2022 โดยนำเทคโนโลยีระบบเซลล์เชื้อเพลิงจาก Toyota Mirai มาประยุกต์ใช้กับรถกระบะ Hilux ก่อนพัฒนาต่อเนื่องจนสร้างรถต้นแบบ Hilux FCEV จำนวน 10 คันในปี 2024 เพื่อทดสอบการใช้งานจริงในสหราชอาณาจักรต้นแบบดังกล่าวติดตั้งถังไฮโดรเจนจำนวน 3 ถังภายในโครงสร้างแชสซีแบบขั้นบันได พร้อมแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนใต้กระบะท้าย ขณะที่ระบบขับเคลื่อนใช้มอเตอร์ไฟฟ้าที่เพลาหลัง ให้กำลังสูงสุดประมาณ 180 แรงม้า และแรงบิด 300 นิวตันเมตร โดยต้นแบบสามารถทำระยะทางได้สูงสุดประมาณ 600 กิโลเมตร
สำหรับรุ่นผลิตจริง โตโยต้ายังไม่เปิดเผยรายละเอียดทางเทคนิคทั้งหมด แต่ยืนยันเป้าหมายระยะทางวิ่งตามมาตรฐาน WLTP มากกว่า 400 กิโลเมตร และรองรับน้ำหนักลากจูงสูงสุด 2,500 กิโลกรัม จากตัวเลขดังกล่าวถือว่าน่าสนใจเมื่อเทียบกับ Hilux BEV ที่มีระยะทางตามมาตรฐาน WLTP ประมาณ 257 กิโลเมตร และรองรับน้ำหนักลากจูงราว 1,600–2,000 กิโลกรัม ขึ้นอยู่กับรุ่นและการกำหนดค่า
เติมไฮโดรเจนประมาณ 5 นาที แต่โครงสร้างพื้นฐานยังเป็นโจทย์ใหญ่
หนึ่งในจุดเด่นของรถยนต์เซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนคือระยะเวลาในการเติมเชื้อเพลิง โดย Toyota ระบุว่าสามารถเติมไฮโดรเจนได้ในเวลาประมาณ 5 นาที ซึ่งเร็วกว่าการชาร์จแบตเตอรี่ของรถยนต์ไฟฟ้าอย่างมากอย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดสำคัญยังคงอยู่ที่โครงสร้างพื้นฐาน เนื่องจากสถานีเติมไฮโดรเจนในยุโรป และสหราชอาณาจักรยังมีจำนวนจำกัด ทำให้ Hilux FCEV ในระยะแรกมีแนวโน้มเหมาะกับตลาดหรือกลุ่มผู้ใช้งานที่สามารถเข้าถึงสถานีเติมไฮโดรเจนได้เป็นหลัก
นอกจากนี้ ราคาจำหน่ายยังเป็นอีกปัจจัยที่ต้องติดตาม เนื่องจากเทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิงและระบบจัดเก็บไฮโดรเจนมีต้นทุนสูงกว่ารถยนต์เครื่องยนต์สันดาปและรถยนต์ไฟฟ้าในหลายกรณี
Toyota เดินหน้าหลากหลายขุมพลังในยุโรป
โดย Hilux FCEV จะเข้ามาเป็นหนึ่งในทางเลือกของ Hilux ในยุโรป ทำตลาดควบคู่กับรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล Mild Hybrid และรุ่น BEV แทนที่จะยกเลิกเครื่องยนต์ดีเซลทั้งหมด ซึ่งทางโตโยต้าระบุว่าแนวทางดังกล่าวเกิดจากความแตกต่างของความต้องการใช้งาน และโครงสร้างพื้นฐานในแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะรถเพื่อการพาณิชย์ที่ต้องรองรับการเดินทางระยะไกล การบรรทุก และการลากจูงสำหรับรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ขนาดเล็ก หรือ LCV โตโยต้าตั้งเป้าเพิ่มยอดขายในยุโรปเป็น 200,000 คันต่อปีภายในปี 2030 พร้อมเพิ่มส่วนแบ่งตลาดเป็น 8% ขณะที่กลุ่มรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ตลาดในไทยจะมีเข้ามาหรือไม่?
สำหรับตลาดประเทศไทย ในเวลานี้ยังไม่มีการประกาศจากโตโยต้าว่า Hilux FCEV จะเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยเมื่อใด ดังนั้นจึงยังไม่ควรคาดการณ์ราคา รุ่นย่อย หรือกำหนดการเปิดตัวในไทยจากข้อมูลของตลาดยุโรปโดยตรงอย่างไรก็ตาม หากมองจากลักษณะการใช้งานของรถกระบะในไทย Hilux FCEV ถือเป็นเทคโนโลยีที่น่าสนใจ โดยเฉพาะในกลุ่มรถเพื่อการพาณิชย์ และผู้ใช้งานที่ต้องเดินทางระยะไกล เพราะการเติมไฮโดรเจนที่ใช้เวลาสั้น และความสามารถในการลากจูงระดับ 2.5 ตันสามารถตอบโจทย์การใช้งานได้มากกว่ารถ BEV บางรูปแบบ
ปัจจัยสำคัญคือ โครงสร้างพื้นฐานสถานีเติมไฮโดรเจน ต้นทุนเชื้อเพลิง ราคาจำหน่าย และนโยบายภาครัฐ ซึ่งปัจจุบันยังแตกต่างจากตลาดยุโรปอย่างมาก ดังนั้นในประเทศไทย Hilux ยังคงมีแนวโน้มเดินหน้าด้วยขุมพลังที่เหมาะกับตลาดในประเทศเป็นหลัก ขณะที่ Hilux FCEV ต้องรอดูทิศทางการพัฒนาและการลงทุนด้านไฮโดรเจนในอนาคต
ที่มา : carscoops