ธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ CEO Mazda วาง 4 เป้าหมาย สู้ศึกตลาดรถยนต์ในไทย

ธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Mazda Sales (ประเทศไทย) เปิดทิศทาง Mazda ประเทศไทย ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยานยนต์ และการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง โดยมุ่งสร้าง “ทางเลือกที่เหมาะสม” ให้กับลูกค้า มากกว่าการเดินตามกระแสระยะสั้น โดยทาง Mazda มองว่าการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ในปี 2030 ไม่ได้มีเส้นทางเดียว เนื่องจากแต่ละประเทศมีความแตกต่างทั้งโครงสร้างพื้นฐาน แหล่งพลังงาน และพฤติกรรมผู้บริโภค จึงกำหนด 4 เป้าหมายหลัก เพื่อวางรากฐานการเติบโตในระยะยาว

1. Mazda เดินหน้า Multi-Solution Strategy ไม่เชื่อว่าเทคโนโลยีเดียวจะเหมาะกับทุกคน

หนึ่งในทิศทางสำคัญของ Mazda คือ Multi-Solution Strategy หรือการนำเสนอระบบขับเคลื่อนที่หลากหลาย เพื่อให้เหมาะกับรูปแบบการใช้งานของลูกค้าในแต่ละตลาด โดยเฉพาะประเทศไทย และภูมิภาคอาเซียน ซึ่งมีความแตกต่างกันทั้งด้านพฤติกรรมการใช้รถ ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน และความต้องการด้านพลังงาน Mazda จึงยังคงมองว่าการมีเทคโนโลยีหลายรูปแบบเป็นแนวทางที่เหมาะสม โดยทางเลือกของ Mazda นั้นจะครอบคลุมตั้งแต่ เครื่องยนต์ประสิทธิภาพสูง, Hybrid, Plug-in Hybrid (PHEV) ไปจนถึงรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) เพื่อให้ลูกค้าสามารถเลือกเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์และลักษณะการใช้งานของตัวเอง ซึ่งทาง Mazda ไม่ต้องการให้ลูกค้าต้องปรับตัวตามเทคโนโลยี แต่ต้องการให้เทคโนโลยีเป็น “ทางเลือก” ที่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างเหมาะสม พร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality อย่างสมเหตุสมผล ทั้งในมิติด้านสิ่งแวดล้อม และความคุ้มค่าของผู้บริโภค

2. จาก “Price War” สงครามราคา สู่ TCO และ Residual Value

อีกหนึ่งความท้าทายสำคัญของตลาดรถยนต์ในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา คือการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง หรือ Price War ซึ่งไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อยอดขายรถใหม่เท่านั้น แต่ยังมีผลต่อ มูลค่ารถยนต์มือสอง (Residual Value) และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในระยะยาว Mazda จึงต้องการเปลี่ยนมุมมองจากการพิจารณาเพียง “ราคาซื้อรถ” ไปสู่ Total Cost of Ownership (TCO) หรือค่าใช้จ่ายตลอดระยะเวลาการเป็นเจ้าของรถ จากแนวคิดดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่คุณภาพของผลิตภัณฑ์ การบริการหลังการขาย ความพร้อมของอะไหล่ ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา ไปจนถึงความสามารถในการรักษามูลค่าของรถเมื่อถึงเวลาขายต่อ สำหรับ Mazda ความคุ้มค่าจึงไม่ได้จบลงในวันที่ลูกค้าตัดสินใจซื้อรถ แต่ต้องครอบคลุมตลอดช่วงเวลาที่ลูกค้าเป็นเจ้าของรถ เพราะความไว้วางใจของลูกค้าไม่ได้เกิดจากส่วนลดในวันที่ซื้อรถเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากประสบการณ์ ความคุ้มค่า และการดูแลที่ลูกค้าได้รับตลอดอายุการใช้งาน

3. Digital Omotenashi ใช้ Data เข้าใจลูกค้าและยกระดับประสบการณ์

ในยุคของ Connected Car และ Digital Technology Mazda มองว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลไม่ได้หมายถึงเพียงการติดตั้งหน้าจอขนาดใหญ่หรือเพิ่มฟังก์ชันใหม่ ๆ ให้กับรถยนต์เท่านั้น แต่สิ่งสำคัญกว่าคือการนำ Data และเทคโนโลยีดิจิทัล มาผสานเข้ากับแนวคิด Omotenashi หรือการให้บริการที่เข้าใจความต้องการของลูกค้า เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีขึ้นในทุกจุดสัมผัส ตั้งแต่วันที่ลูกค้าเริ่มสนใจรถ การเข้าชมโชว์รูม การทดลองขับ การตัดสินใจซื้อ ไปจนถึงการบำรุงรักษา และการบริการหลังการขาย ซึ่งทาง Mazda ต้องการนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้เพื่อทำความเข้าใจลูกค้าแต่ละคนได้อย่างแม่นยำมากขึ้น เป้าหมายก้คือการสร้าง Customer Experience ที่มีความต่อเนื่อง เป็นส่วนตัว และสามารถสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าได้ตลอดระยะเวลาการใช้งานรถ

4. เสริมศักยภาพฐานผลิตไทย รองรับเทคโนโลยีใหม่

ประเทศไทยยังเป็นหนึ่งในฐานการผลิตสำคัญของ Mazda โดยบริษัทดำเนินธุรกิจและลงทุนในไทยมานานกว่า 75 ปี และมี AutoAlliance Thailand (AAT) เป็นฐานผลิตหลักสำหรับตลาดไทยและการส่งออก โดยทาง Mazda เตรียมพัฒนาฐานการผลิตให้รองรับรถยนต์และเทคโนโลยีใหม่ พร้อมต่อยอด Local Supply Chain และยกระดับบุคลากรไทย ทั้งวิศวกร ช่างเทคนิค และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีจากญี่ปุ่น

ทั้งนี้ Mazda มองว่าไม่จำเป็นต้องผลิตรถยนต์ทุกประเภทในประเทศไทย แต่ควรใช้จุดแข็งของประเทศเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน รองรับเทคโนโลยีใหม่ และสร้างการเติบโตให้กับ Supply Chain ในประเทศ

มองไกลกว่ายอดขาย สร้าง Ecosystem เติบโตไปพร้อมกัน

นอกจากนั้นทาง คุณธีร์ยังเผยว่าการพา Mazda ผ่านการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม ไม่ควรวัดเพียงจำนวนรถที่ขายได้ในแต่ละไตรมาส แต่ต้องมองถึงการสร้างระบบนิเวศการเดินทางที่มั่นคง สร้างคุณค่าให้ลูกค้า และมีส่วนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ดังนั้น 4 เป้าหมายของ Mazda จึงครอบคลุมทั้ง เทคโนโลยีที่หลากหลาย ความคุ้มค่าตลอดอายุการใช้งาน การใช้ Data ยกระดับบริการ และการเสริมความแข็งแกร่งให้ฐานผลิตไทย

ทั้งหมดนี้คือทิศทางที่ คุณธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ และทีม Mazda ประเทศไทย ตั้งใจเดินหน้า เพื่อให้แบรนด์สามารถสร้าง “ทางเลือกจริง” ให้กับผู้บริโภค พร้อมเติบโตไปกับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างยั่งยืน