Chery เดินหน้าเพิ่มทางเลือกให้กับรถ SUV ตระกูล Jetour T1 ด้วยการเปิดตัวไลน์อัพใหม่ วางจำหน่ายภายใต้ชื่อ Jetour Freedom 7 และ Freedom 7 Plus C-DM โดยมีทั้งรุ่นเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 1.5T รุ่น 2.0T ขับเคลื่อน 4 ล้อ และรุ่น Plug-in Hybrid ที่เน้นการประหยัดน้ำมันและการขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้า
จุดที่น่าสนใจคือ Chery เพิ่มรุ่นเริ่มต้นขับเคลื่อนล้อหน้าเข้ามา ทำให้ Jetour T1 มีราคาจับต้องง่ายขึ้น จากเดิมที่เน้นรุ่นเครื่องยนต์ 2.0T ขับเคลื่อน 4 ล้อเป็นหลัก โดยรุ่นเริ่มต้นมีราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ 113,900 หยวน หรือประมาณ 571,000 บาท แต่ในช่วงโปรโมชั่นแลกเปลี่ยนรถเก่าลดเหลือ 89,900 หยวน หรือราว ๆ 451,000 บาท
ราคา Jetour T1 และ T1 Plus
- Jetour T1 1.5T FWD ราคาปกติ 113,900–134,900 หยวน (ประมาณ 571,000–676,000 บาท) ราคาโปรโมชั่น 89,900–110,900 หยวน (ประมาณ 451,000–556,000 บาท)
- Jetour T1 Plus 2.0T AWD ราคาปกติ 144,900–159,900 หยวน (ประมาณ 726,000–802,000 บาท) ราคาโปรโมชั่น 119,900–134,900 หยวน (ประมาณ 601,000–676,000 บาท)
- Jetour T1 Plus C-DM PHEV ราคาปกติ 129,900–149,900 หยวน (ประมาณ 651,000–751,000 บาท) ราคาโปรโมชั่น 124,900–141,900 หยวน (ประมาณ 626,000–711,000 บาท)
ราคาโปรโมชั่นเป็นข้อเสนอระยะเวลาจำกัด ภายใต้เงื่อนไขการแลกเปลี่ยนรถเก่าของ Jetour ไม่ใช่ราคาจำหน่ายทั่วไป และราคาเงินบาทเป็นการคำนวณโดยประมาณ ยังไม่รวมภาษีและค่าใช้จ่ายหากนำเข้าไทย
ดีไซน์ SUV ทรงกล่อง ขนาดกะทัดรัด แต่พื้นที่ใช้สอยจริงจัง
Jetour T1 ยังคงเอกลักษณ์รถ SUV ทรงกล่อง (Boxy SUV) ที่เน้นภาพลักษณ์แข็งแกร่ง ตัวรถมาพร้อมราวหลังคา หลังคาทรงลอยตัว และประตูท้ายเปิดออกด้านข้าง ให้อารมณ์รถอเนกประสงค์สายลุย แต่ยังเหมาะกับการใช้งานในเมืองตัวถังรุ่นมาตรฐานมีความยาว 4,749 มม. กว้าง 1,967 มม. สูง 1,840 มม. ฐานล้อ 2,800 มม. ส่วนรุ่น T1 Plus มีความยาวเพิ่มเป็น 4,796 มม. ฐานล้อ 2,810 มม. โดยความกว้างและความสูงเท่ากัน ประตูท้ายมีช่องเก็บของภายนอกขนาด 13 ลิตร เมื่อพับเบาะหลังสามารถเพิ่มพื้นที่บรรทุกสัมภาระให้มีความลึกตามแนวยาวสูงสุด 1,940 มม.
เรื่องความสามารถในการลุย รุ่นมาตรฐานมีระยะห่างจากพื้น 185 มม. และระบุความสามารถลุยน้ำลึก 600 มม. ส่วนรุ่น Plus เพิ่มเป็น 200 มม. และลุยน้ำลึกได้ 700 มม. ตามข้อมูลจากผู้ผลิต สำหรับรุ่น T1 Plus เครื่องยนต์ 2.0T AWD ยังติดตั้งระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ XWD จาก BorgWarner พร้อมโหมดการขับขี่หลายรูปแบบ เพื่อรองรับสภาพถนนที่แตกต่างกัน
เลือกได้ทั้งเครื่องยนต์ 1.5T, 2.0T และ Plug-in Hybrid
ขุมพลังของ Jetour T1 แบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ เริ่มจากรุ่น T1 เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 1.5TGDI ให้กำลังสูงสุด 181 แรงม้า แรงบิด 290 นิวตันเมตร จับคู่เกียร์อัตโนมัติคลัตช์คู่เปียก 7 สปีด (7DCT) ส่งกำลังไปยังล้อหน้า รองรับน้ำมันเบนซินออกเทน 92ส่วนรุ่น T1 Plus ใช้เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 2.0T ให้กำลังสูงสุด 251 แรงม้า แรงบิด 390 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ เหมาะกับผู้ที่ต้องการสมรรถนะและความสามารถในการขับขี่บนเส้นทางทุรกันดารมากขึ้น
ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่ Jetour T1 Plus C-DM รุ่น Plug-in Hybrid ซึ่งจับคู่เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 1.5T กำลังสูงสุด 154 แรงม้า แรงบิด 220 นิวตันเมตร เข้ากับระบบส่งกำลังไฮบริด DHT แบบความเร็วเดียว และแบตเตอรี่ขนาด 26.6 kWh
สามารถขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วนได้ไกลสูงสุด 150 กม. ตามมาตรฐาน CLTC ส่วนระยะทางขับขี่รวมเมื่อใช้น้ำมันและไฟฟ้าอยู่ที่ 1,300 กม. ตามตัวเลขที่ Jetour ระบุ ขณะที่อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนักอยู่ที่ 1.08 ลิตร/100 กม. และอัตราสิ้นเปลืองเมื่อแบตเตอรี่มีระดับพลังงานต่ำอยู่ที่ 5.89 ลิตร/100 กม.
อีกหนึ่งฟังก์ชันที่น่าสนใจคือระบบ V2L รองรับการจ่ายไฟให้เครื่องใช้ไฟฟ้าภายนอกตัวรถสูงสุด 6.6 kW และจ่ายไฟสำหรับการใช้งานภายในห้องโดยสาร 2.2 kW เหมาะกับการเดินทางท่องเที่ยวหรือกิจกรรมกลางแจ้งที่ต้องใช้อุปกรณ์ไฟฟ้า
ห้องโดยสารติดตั้งจอ 15.6 นิ้ว พร้อม AI DeepSeekd
ภายในห้องโดยสารติดตั้งหน้าจอสัมผัสส่วนกลางขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด 2.5K ทำงานบนระบบปฏิบัติการ Tour OS ของ Chery โดยรุ่นเริ่มต้นใช้ชิปประมวลผล Qualcomm Snapdragon 8155 ส่วนรุ่น Plus ขยับขึ้นเป็น Snapdragon 8255จุดขายด้านเทคโนโลยีคือการผสานโมเดลภาษาขนาดใหญ่ DeepSeek และ iFlytek Spark เข้ากับระบบสั่งงานด้วยเสียง ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถโต้ตอบกับระบบรถยนต์และเรียกใช้งานฟังก์ชันต่าง ๆ ภายในห้องโดยสารได้สะดวกขึ้น
ด้านระบบความปลอดภัย รุ่น Plus ระดับสูงติดตั้งชุดระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ Falcon 500 ของ Chery รองรับระบบนำทางบนทางหลวงอัตโนมัติ (NOA) ระบบช่วยจอดอัตโนมัติ (APA) และระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ (AEB) ส่วนรุ่นย่อยอื่นใช้ระบบช่วยเหลือการขับขี่ระดับ 2 เป็นพื้นฐาน
Jetour T1 มีโอกาสเข้ามาขายในไทยหรือไม่?
สำหรับตลาดต่างประเทศ Jetour T1 เริ่มขยายการทำตลาดไปแล้วในหลายประเทศ เช่น ซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมถึงอินโดนีเซีย ซึ่งเปิดตัว T1 อย่างเป็นทางการตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2026 โดยมีทั้งรุ่นเครื่องยนต์สันดาปและรุ่น i-DM ปลั๊กอินไฮบริดส่วนตลาดประเทศไทยยังต้องจับตา เพราะขณะนี้ยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการนำ Jetour T1 หรือ T1 Plus เข้ามาจำหน่ายในไทย
อย่างไรก็ตาม มองว่าโอกาสในการทำตลาดมีอยู่ โดยเฉพาะกลุ่ม SUV ทรงกล่องที่กำลังได้รับความสนใจจากผู้บริโภค จุดแข็งของ T1 คือมีตัวเลือกทั้งเครื่องยนต์เบนซินและ Plug-in Hybrid ซึ่งตอบโจทย์ผู้ใช้ที่ต้องการรถสำหรับเดินทางไกล แต่ก็อยากได้ความประหยัดในการใช้งานประจำวัน
หากเข้ามาทำตลาดจริง รุ่น Plug-in Hybrid น่าจะเป็นตัวเลือกที่น่าจับตามองมากที่สุด เพราะระยะทางวิ่งไฟฟ้า 150 กม. ตามมาตรฐาน CLTC ถือว่าเพียงพอสำหรับการใช้งานในเมืองหลายรูปแบบ ขณะที่เครื่องยนต์ยังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการเดินทางไกล