กลุ่มธนบุรี ผ่านบริษัท ธนบุรีสตาร์ดัส จำกัด ประกาศเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ smart อย่างเป็นทางการในประเทศไทย พร้อมนำเข้าและจำหน่าย 3 เอสยูวีไฟฟ้าระดับพรีเมียม ได้แก่ smart #1 Premium, smart #3 Premium และ smart #5 Premium ครอบคลุมการใช้งานตั้งแต่เอสยูวีขนาดกะทัดรัดสำหรับชีวิตในเมือง รถทรงคูเป้ที่เน้นความสปอร์ต ไปจนถึงเอสยูวีขนาดใหญ่ที่ให้ความสำคัญกับพื้นที่ใช้สอยและการเดินทางระยะไกล
ซึ่งรถทั้ง 3 รุ่นได้รับการออกแบบโดยทีม Mercedes-Benz Global Design โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์ด้านดีไซน์ พร้อมเทคโนโลยีเชื่อมต่อ ระบบช่วยเหลือการขับขี่ และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่แตกต่างกันตามขนาดและแนวทางของแต่ละรุ่น โดย smart เตรียมเปิดโชว์รูมบนถนนสาทรในเดือนพฤศจิกายน 2569 เพื่อรองรับลูกค้าในประเทศไทย
การเปิดตัวครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของกลุ่มธนบุรีในการขยายธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียม พร้อมนำเสนอทางเลือกใหม่ให้กับผู้บริโภคชาวไทย ภายใต้แบรนด์ smart ที่ผสานการออกแบบ เทคโนโลยี และความสะดวกสบายเข้าด้วยกัน โดยมีรุ่นรถและราคาจำหน่ายดังนี้ ราคาจำหน่ายของแต่ละรุ่น
- smart #1 Premium ราคา 1,449,000 บาท
- smart #3 Premium ราคา 1,549,000 บาท
- smart #5 Premium ราคา 1,749,000 บาท
smart #1 Premium เอสยูวีไฟฟ้าขนาดกะทัดรัด วิ่งไกล 440 กม.
smart #1 Premium เป็นรุ่นเริ่มต้นของไลน์อัปโดยใช้แพลตฟอร์ม Sustainable Experience Architecture (SEA) แบบเดียวกับ ZEEKR X ในแง่ขนาดตัวถังเหมาะกับผู้ที่ต้องการรถยนต์ไฟฟ้าสำหรับใช้ในเมือง แต่ยังต้องการพื้นที่และความอเนกประสงค์แบบเอสยูวี ตัวรถมีความยาว 4,270 มม. กว้าง 1,822 มม. สูง 1,636 มม. และระยะฐานล้อ 2,750 มม. มีระยะต่ำสุดถึงพื้น Ground Clearance 182 มม.ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 272 แรงม้า แรงบิด 343 นิวตันเมตร ใช้แบตเตอรี่ขนาด 66 kWh วิ่งได้ไกลสูงสุด 440 กม. ต่อการชาร์จหนึ่งครั้งตามมาตรฐาน WLTP
ภายนอกติดตั้งไฟหน้า Matrix LED ล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว หลังคากระจกพาโนรามา และฝาท้ายเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า ส่วนห้องโดยสารให้เบาะหนังคู่หน้าปรับไฟฟ้า พร้อมระบบอุ่นเบาะ ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแยก 2 โซน และระบบกรองอากาศที่รองรับการกรองฝุ่น PM2.5 รวมถึงระบบกรองอากาศระดับ N95 และ Carbon ตามข้อมูลผลิตภัณฑ์
มาพร้อมหน้าจอกลางมีขนาด 12.8 นิ้ว ทำงานร่วมกับหน้าจอแสดงข้อมูลผู้ขับขี่ 9.2 นิ้ว และ Head-up Display ขนาด 10 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย พร้อมระบบเสียงลำโพง 13 ตัว มีพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้าย ขนาด 313 – 976 ลิตร (เมื่อพับเบาะหลัง) และพื้นที่เก็บสัมภาระด้านหน้า Frunk ขนาด 15 ลิตร
ระบบช่วยขับขี่มีทั้ง Adaptive Cruise Control ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ ระบบช่วยรักษาช่องทางเดินรถ ระบบเตือนมุมอับสายตา ระบบเตือนรถตัดผ่านขณะถอยหลัง และกล้องมองภาพรอบคัน 360 องศา ถือเป็นชุดอุปกรณ์ที่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันได้ค่อนข้างครบ
smart #3 Premium เอสยูวีคูเป้ 272 แรงม้า เร่ง 0–100 กม./ชม. ใน 5.8 วินาที
สำหรับ smart #3 Premium ใช้พื้นฐานแนวคิดรถเอสยูวีไฟฟ้าเช่นเดียวกับ #1 แต่ปรับบุคลิกให้สปอร์ตขึ้นด้วยรูปแบบ SUV Coupé หลังคาลาดเอียงและเส้นสายตัวถังที่ดูปราดเปรียวกว่า ตัวรถจะมีความยาว 4,400 มม. กว้าง 1,844 มม. สูง 1,556 มม. และมีความยาว 4,400 มม. จัดอยู่ในกลุ่ม C-SUVขุมพลังเป็นมอเตอร์ไฟฟ้ากำลัง 272 แรงม้า แรงบิด 343 นิวตันเมตร จับคู่แบตเตอรี่ขนาด 66 kWh ให้อัตราเร่งจาก 0–100 กม./ชม. ใน 5.8 วินาที และระยะทางขับขี่สูงสุด 455 กม. ตามมาตรฐาน WLTP รองรับการชาร์จไฟกระแสสลับ ชาร์จ AC รองรับสูงสุด 22 kW พร้อมรองรับการชาร์จ DC รองรับสูงสุด 150 kW ชาร์จไฟ 10-80% ภายใน 30 นาที
อุปกรณ์ภายนอกมีไฟหน้า Matrix LED ล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว หลังคาพาโนรามา และมือจับประตูแบบซ่อนตัว ห้องโดยสารติดตั้งเบาะหนังปรับไฟฟ้าพร้อมระบบอุ่นเบาะ รวมถึงพวงมาลัยพร้อมระบบอุ่นเบาะหลังพับแยกได้แบบ 60:40 เพื่อปรับพื้นที่เก็บสัมภาระตามการใช้งาน
หน้าจอและระบบเชื่อมต่อใกล้เคียงกับ smart #1 ประกอบด้วยหน้าจอกลาง 12.8 นิ้ว หน้าจอผู้ขับขี่ 9.2 นิ้ว และ Head-up Display 10 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย พร้อมลำโพง 13 ตัว
จุดที่เพิ่มความสะดวกคือระบบช่วยจอดอัตโนมัติและเซ็นเซอร์ช่วยจอด 12 จุด ส่วนระบบความปลอดภัยมี Adaptive Cruise Control ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ และระบบเตือนมุมอับสายตา
หากต้องเลือกระหว่าง #1 กับ #3 ความแตกต่างจึงไม่ได้อยู่ที่กำลังมอเตอร์ เพราะทั้งคู่ให้ตัวเลขเท่ากัน แต่เป็นเรื่องของรูปทรงและบุคลิกการใช้งาน โดย #1 เน้นความคล่องตัว ส่วน #3 เหมาะกับคนที่ชอบเส้นสายสปอร์ตและต้องการอัตราเร่งที่ตอบสนองทันใจ
smart #5 Premium เอสยูวีไฟฟ้าขนาดกลาง แบตเตอรี่ 100 kWh วิ่งไกล 590 กม.
smart #5 Premium เป็นรุ่นใหญ่ที่สุดของทั้งสามรุ่น วางตำแหน่งในกลุ่ม D-SUV ด้วยความยาวตัวถัง 4,695 มม. เน้นพื้นที่โดยสารและความอเนกประสงค์ เหมาะกับผู้ที่ต้องการรถคันเดียวสำหรับทั้งการใช้งานในเมืองและเดินทางออกต่างจังหวัดขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลัง 267 kW หรือประมาณ 363 แรงม้า แรงบิด 373 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับแบตเตอรี่ 800 โวลต์ ขนาด 100 kWh ให้ระยะทางวิ่งสูงสุด 590 กม. ตามมาตรฐาน WLTP รองรับการชาร์จไฟฟ้ากระแสตรง DC กำลังสูงสุด 400 kW ชาร์จไฟ 10-80% ภายใน 18 นาที
ภายนอกติดตั้งไฟหน้า Matrix LED พร้อมระบบปรับไฟหน้าแบบ Adaptive ล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว หลังคาพาโนรามา และฝาท้ายเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า ส่วนห้องโดยสารให้ความสำคัญกับความสบายมากขึ้น เบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้าพร้อมระบบอุ่นและระบายอากาศ ขณะที่เบาะหลังปรับเอนได้ด้วยระบบไฟฟ้าและมีระบบอุ่นเบาะ เมื่อพับเบาะหลังสามารถเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระได้สูงสุด 1,530 ลิตร
อุปกรณ์ด้านความบันเทิงและการเชื่อมต่อประกอบด้วยหน้าจอ Dual-OLED ขนาด 13 นิ้ว หน้าจอแสดงข้อมูลผู้ขับขี่ 10.25 นิ้ว และ Head-up Display ขนาด 25.6 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย พร้อมระบบเสียงลำโพง 20 ตัว รวมถึงระบบช่วยจอดอัตโนมัติและเซ็นเซอร์ช่วยจอด 12 จุด
เมื่อเทียบกับอีกสองรุ่น smart #5 Premium มีความได้เปรียบชัดเจนเรื่องขนาดแบตเตอรี่ ระยะทางวิ่ง และความสามารถในการรองรับการชาร์จ DC กำลังสูง จึงเป็นรุ่นที่เหมาะกับผู้ที่ให้ความสำคัญกับการเดินทางระยะไกลและพื้นที่ใช้สอยเป็นหลัก
Smart #1 / Smart #3 และ Smart #5 มีทั้งหมดกี่สี
Smart #1 จะมีให้เฉดสีภายนอกให้เลือกทั้งหมด 9 สี ได้แก่ สีขาว Digital White หลังคาดำ Eclipse Black, สีเงิน Cyber Silver หลังคาดำ Eclipse Black, สีเขียว Future Green หลังคาดำ Eclipse Black, สีน้ำเงิน Quantum Blue หลังคาดำ Eclipse Black, สีแดง Laser Red หลังคาดำ Eclipse Black, สีเหลือง Lumen Yellow หลังคาดำ Eclipse Black, สีชมพู Pop Pink, สีเทา Matte Grey, สีน้ำเงิน Starry Blue ส่วนภายในห้องโดยสารจะมาในโทนสีดำ Blackส่วน Smart #3 มีสีตัวถังภายนอกให้เลือก 9 สี ได้แก่ สีฟ้า Stardust Blue, สีเงิน Cyber Silver, สีดำ Quantum Black, สีเบจ Moon Porcelain White, สีส้ม Photon Orange, สีขาว Particle White, สีเหลือง Lumen Yellow, สีแดง Laser Red และ สีเทา Matte Grey ขณะที่ภายในห้องโดยสาร มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีน้ำตาล Obsidian Brown / Vibrant Brown, สีดำ Boundless Black / Infinite Black และสีเงิน / สีดำ Dark Matter Black / Dark Matter
ด้าน Smart #5 มีเฉดสีตัวถัง 5 สีได้แก่ สีดำ Meta Black, สีเงิน Cyber Silver, สีแดง Pulsar Ruby, สีเบจ Saturn Beige และสีขาว Digital White ภายในห้องโดยสารจะมาในโทนสีดำ Black
กลุ่มธนบุรีเตรียมเปิดโชว์รูม smart บนถนนสาทร
ด้านการทำตลาดทาง smart ในประเทศไทยไม่ได้มีเพียงการนำรถเข้ามาจำหน่าย แต่กลุ่มธนบุรีเตรียมสร้างเครือข่ายบริการรองรับลูกค้า โดยมีแผนเปิดแฟลกชิปโชว์รูม smart แห่งแรกบนถนนสาทรภายในเดือนพฤศจิกายน 2569 พร้อมบริการตั้งแต่การจำหน่าย การส่งมอบรถ ไปจนถึงบริการหลังการขาย โดยอาศัยเครือข่ายผู้จำหน่าย Mercedes-Benz ที่มีอยู่ขณะที่ในเดือนธันวาคม 2569 ก็มีแผนเปิดพื้นที่จัดแสดง และจำหน่ายรถยนต์ smart รูปแบบ Shop-in-Shop ภายในโชว์รูม Mercedes-Benz จำนวน 10 แห่ง ครอบคลุมกรุงเทพฯ ปริมณฑล และจังหวัดสำคัญ ได้แก่ ขอนแก่น เชียงใหม่ และอุบลราชธานี ได้แก่ ได้แก่
- smart แอทต้า ราชพฤกษ์
- smart บีเคเค บางนา
- smart สวนหลวง ศรีนครินทร์
- smart เค้งหงษ์ทอง แจ้งวัฒนะ
- smart ไพรม์มัส ประดิษฐมนูธรรม
- smart ทองหล่อ รามอินทรา
- smart ทีทีซี พัฒนาการ
- smart ออโตโพลิส ขอนแก่น
- smart เจริญมอเตอร์ เชียงใหม่
- smart ทีทีซี อุบลราชธานี
โดยทางคุณปภณ วิริยะพันธุ์ กรรมการบริหารกลุ่มธนบุรี ระบุว่าความร่วมมือครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการขยายธุรกิจ และพัฒนาระบบนิเวศรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ขณะที่นายคัง อี้ (Kang Yi) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดระดับโลกของ smart มองว่าตลาดไทยเป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญต่อการขยายธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผู้สนใจสามารถสัมผัสรถยนต์ smart ได้ที่แฟลกชิปโชว์รูมบนถนนสาทรเมื่อเปิดให้บริการ หรือที่บูธ smart หมายเลข B01 ภายในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 43